เธอถูกบีบให้แต่งงานกับ “มหาเศรษฐีหมูอัปลักษณ์” เพื่อล้างหนี้ก้อนโตของครอบครัว

เธอถูกบีบให้แต่งงานกับ “มหาเศรษฐีหมูอัปลักษณ์” เพื่อล้างหนี้ก้อนโตของครอบครัว — แต่ในคืนวันครบรอบแต่งงาน เธอถึงกับต้องกรีดร้องด้วยความตกตะลึง เมื่อสามีถอด “ผิวหนังปลอม” ออกมา เผยให้เห็นตัวจริงที่เป็นชายหนุ่มในฝันของหญิงสาวทุกคน!

“น้ำ รินรดา” หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปี เป็นคนที่มีความฝันเต็มเปี่ยม แต่กลับต้องติดอยู่ในกรงขังของความยากจน

พ่อของเธอ “นายอเนก” ติดการพนันจนหมดตัวและจมอยู่ในกองหนี้สินมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท

และเจ้าหนี้รายใหญ่คนนั้นคือใคร?

ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก “คุณวรภัทร ธนเกียรติไพศาล” มหาเศรษฐีระดับแถวหน้าของเมืองไทย

ชื่อเสียงของคุณวรภัทรเป็นที่เลื่องลือไปทั่วกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงเพราะความมั่งคั่งมหาศาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาดของเขาด้วย

น้ำหนักตัวของเขาเฉียด 140 กิโลกรัม

รูปร่างอ้วนทึบ มีเหงื่อโชกตัวอยู่ตลอดเวลา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น และแทบไม่เคยลุกออกจากวีลแชร์ไฟฟ้าเลย เพราะตามข่าวลือที่แพร่สะพัด ว่ากันว่าเขาเดินไม่ไหวเนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไป

ลับหลัง ผู้คนต่างพากันเรียกเขาอย่างโหดร้ายว่า “เจ้าสัวหมู”

คืนหนึ่ง กลุ่มลูกน้องของคุณวรภัทรบุกมาถึงบ้านไม้หลังเล็กของรินรดาในย่านดอนเมือง

“คืนเงินมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นพ่อแกได้ไปนอนในคุกแน่!” ชายฉกรรจ์ข่มขู่เสียงกร้าว

“ผ-ผมไม่มีเงินแล้วจริงๆ ครับ!” นายอเนกร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ต-แต่ผมมีลูกสาว! ยัยน้ำ! แกยังสาว สวย แล้วก็ขยันมาก! ได้โปรดยกเธอให้คุณวรภัทรเถอะครับ! เอาตัวเธอไปแทนหนี้ทั้งหมดของผมเลย!”

รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจและหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

“พ่อ?! พ่อจะขายหนูเหรอ?!”

แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่เลย

เพื่อรักษาชีวิตและอิสรภาพของพ่อ เธอจำใจยอมตกลงแต่งงานกับชายที่ผู้คนต่างหวาดกลัวและรังเกียจ

งานวิวาห์

ในวันแต่งงาน ณ โรงแรมหรูระดับห้าดาวย่านสุขุมวิท บรรดาแขกเหรื่อต่างพากันกระซิบกระซาบไม่หยุดหย่อน

รินรดายืนอยู่เคียงข้างว่าที่สามีในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ เธอสง่างาม งดงามราวกับเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากเทพนิยาย

ในทางกลับกัน ด้านข้างของเธอคือคุณวรภัทร ชายร่างทึบที่เหงื่อไหลพราก หอบหายใจเหนื่อยอ่อน แถมยังมีคราบซอสเปรอะเปื้อนอยู่บนทักซิโด้ราคาแพงลิบ

“น่าสงสารผู้หญิงคนนั้นจริงๆ” แขกคนหนึ่งกระซิบ

“แต่งเพราะเงินชัดๆ ไม่อย่างนั้นใครจะยอม”

“คิดดูสิว่าจะขยะแขยงแค่ไหนเวลาต้องนอนข้างผู้ชายคนนั้นบนเตียง!”

รินรดาได้ยินคำพูดกรีดแทงใจเหล่านั้นทั้งหมด

แต่แทนที่จะก้มหน้าด้วยความอับอาย เธอค่อยๆ เชิดหน้าขึ้นอย่างเข้มแข็ง

เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกจากกระเป๋า แล้วค่อยๆ ซับเหงื่อบนหน้าผากของคุณวรภัทรอย่างนุ่มนวล

“คุณวรภัทร ไหวไหมคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ต้องการดื่มน้ำหน่อยไหมคะ?”

คุณวรภัทรชะงักนิ่งไปทันที

เขาจ้องมองใบหน้าของรินรดาเนิ่นนาน

เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ ความกลัว หรือการเหยียดหยาม

ทว่าเขากลับไม่พบสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเธอมีเพียงความห่วงใยและความอ่อนโยนจากใจจริง

“ขอน้ำ…” เขาตอบด้วยเสียงแหบพร่า

ตลอดพิธีการ รินรดาคอยดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดี

เมื่อถึงเวลาถ่ายภาพร่วมกัน เธอไม่เคยคิดที่จะขยับหนีห่าง

ตรงกันข้าม เธอกุมมือหนาหยาบกร้านที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อยของคุณวรภัทรไว้อย่างอ่อนโยน

คืนแรก

หลังเสร็จสิ้นพิธี ทั้งสองถูกส่งตัวไปยังคฤหาสน์หรูหลังใหญ่ของคุณวรภัทรในย่านราชพฤกษ์

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องนอน คุณวรภัทรก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เธอไปนอนที่โซฟา” เขาออกคำสั่ง

“ตัวฉันใหญ่เกินไป เธอคงนอนไม่สบายถ้าต้องมานอนเบียดกับฉันบนเตียง และอีกอย่าง…”

เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“ล้างเท้าให้ฉันก่อนนอนด้วย แล้วหลังจากนั้นค่อยหาข้าวมาป้อนฉัน”

สิ่งที่รินรดาไม่เคยรู้เลยก็คือ คุณวรภัทรกำลังทดสอบเธอ

เขาแกล้งทำตัวขี้เกียจ

สกปรกซ่อมซ่อ

หยาบคาย

และเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ

เขาอยากรู้ว่าภรรยาคนนี้จะทนได้นานแค่ไหน

จะยอมแพ้เมื่อไหร่

และเมื่อไหร่ที่หน้ากากความใจเย็นของเธอจะพังทลายจนเผยความรังเกียจที่แท้จริงออกมา

แต่รินรดายังคงนิ่งสงบ

เธอทำตามคำสั่งของสามีอย่างไม่ปริปากบ่น

เธออดทน

และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็ยังคงปฏิบัติต่อเขาด้วยความอ่อนโยน เมตตา และใจเย็นเสมอ

ในขณะเดียวกัน คุณวรภัทรก็คอยเฝ้ามองเธออยู่เงียบๆ คอยสังเกตทุกการกระทำและสีหน้าของเธออย่างละเอียด

เพราะสิ่งที่รินรดาไม่รู้เลยก็คือ ชายที่เธอแต่งงานด้วยคนนี้กำลังเก็บซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้

มหาเศรษฐีที่ทุกคนคิดว่าโหดร้าย น่ากลัว และน่าเกลียดชัง แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่ใครๆ มองเห็น

และในค่ำคืนของวันครบรอบแต่งงานปีแรก เมื่อเขาปลดเปลื้องผิวหนังปลอมชิ้นนั้นออก ความจริงที่รินรดาไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็ถูกเปิดเผย

ความจริงที่จะเปลี่ยนทุกความเชื่อของเธอที่มีต่อชายผู้เป็นสามีไปตลอดกาล…

ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

กาลเวลาหมุนผ่านไปทีละวัน จากสัปดาห์แปรเปลี่ยนเป็นเดือน และจากเดือนค่อยๆ คลี่คลายสู่ขวบปีเต็ม ภายในคฤหาสน์หรูโอ่อ่าแต่เงียบเหงาราวกับสุสานศิลาหลังใหญ่ย่านราชพฤกษ์ ชีวิตคู่ที่ไม่ต่างจากการถูกจองจำของรินรดาดำเนินไปบนบททดสอบอันแสนสาหัสที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ในสายตาของคนภายนอก เธอคือหงส์ปีกหักที่ถูกโยนลงในโคลนตมเพื่อล้างมลทินหนี้สินของบิดา แต่สำหรับรินรดา เธอตระหนักดีว่าการแต่งงานครั้งนี้คือการกอบกู้ชีวิตของครอบครัว เธอจึงไม่เคยคิดโทษโชคชะตา หากเลือกที่จะแบกรับหน้าที่ของภรรยาอย่างสุดความสามารถ แม้ว่าสามีของเธอจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อผลักไสและฉีกกระชากความอดทนของเธอให้แหลกครากก็ตาม

ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม วรภัทรยังคงสวมบทบาทเป็นมหาเศรษฐีที่น่ารังเกียจที่สุดในสายตาโลก เขาแกล้งทำอาหารหกเลอะเปรอะเปื้อนพรมเปอร์เซียราคาแพง บางวันเขาแสร้งสำลักน้ำแกงร้อนๆ พ่นใส่ชุดนอนของเธอ บางค่ำคืนเขาก็เรียกร้องให้เธอลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อบีบนวดท่อนขาที่หนาทึบและมีกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อไคลเทียม เขาออกคำสั่งด้วยวาจาห้วนสั้น หยาบคาย และแฝงไปด้วยความเย็นชาที่พร้อมจะบาดลึกถึงขั้วหัวใจ

“ทำไมถึงชักช้านัก รังเกียจเนื้อตัวฉันงั้นสิ?” วรภัทรมักจะตะคอกถามด้วยเสียงแหบต่ำ แววตาคมกริบใต้เปลือกตาที่บวมหนาจะจับจ้องทุกกระเบียดนิ้วบนใบหน้านวล

ทว่า สิ่งที่สะท้อนกลับมาไม่เคยเป็นแววตาชิงชังอย่างที่เขาคุ้นเคยจากคนรอบข้าง รินรดาเพียงแค่สูดหายใจเข้าลึกๆ คุกเข่าลงข้างวีลแชร์ไฟฟ้าของเขา แล้วก้มหน้าเช็ดคราบเปื้อนเหล่านั้นอย่างแผ่วเบา

“ไม่ได้รังเกียจค่ะคุณวรภัทร น้ำกลัวคุณจะสำลักต่างหาก ค่อยๆ ทานนะคะ ถ้าร้อนเกินไป เดี๋ยวน้ำไปอุ่นน้ำซุปถ้วยใหม่ให้ดีกว่าค่ะ”

เธอไม่เพียงแต่ดูแลเรื่องปากท้อง แต่รินรดายังคอยจัดเตรียมยาบำรุง นวดคลายกล้ามเนื้อที่ขาของเขาอย่างสม่ำเสมอเพราะเข้าใจอย่างบริสุทธิ์ใจว่าเขาเดินไม่ได้จากน้ำหนักตัวมหาศาล ยามที่ลมหนาวพัดผ่าน เธอจะเป็นคนนำผ้าห่มผืนหนามาคลุมให้เขาเสมอ แม้ว่าตัวเธอเองจะต้องนอนขดอยู่บนโซฟาแคบๆ กลางห้องนอนใหญ่โดยไม่มีแม้แต่หมอนข้างหนุนกาย

ความอ่อนโยนที่คงเส้นคงวาและบริสุทธิ์ดั่งสายน้ำของรินรดา ค่อยๆ กัดเซาะหัวใจอันแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยกำแพงแห่งความหวาดระแวงของวรภัทรทีละน้อย ทุกครั้งที่มือนุ่มของเธอลูบไล้ลงบนข้อเท้าเทียมของเขา หัวใจภายใต้ร่างจำแลงที่หนักอึ้งกลับเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเริ่มตระหนักว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แสร้งทำเพื่อผลประโยชน์ หรือกำลังรอคอยวันที่เขาตายเพื่อฮุบมรดก แต่เนื้อแท้ของเธอเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาและหัวใจที่งดงามเกินกว่าที่โลกอันโสมมใบนี้สมควรได้รับ

จนกระทั่งค่ำคืนแห่งวันครบรอบแต่งงานหนึ่งปีเดินทางมาถึง

ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครมืดมิด ไร้แสงดาว มีเพียงสายฝนพรำที่โปรยปรายลงมากระทบกระจกบานใหญ่ของห้องนอนชั้นบน คฤหาสน์ทั้งหลังเงียบสงัดราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ รินรดากลับเข้ามาในห้องหลังจากเตรียมมื้อค่ำมื้อเล็กๆ ไว้บนโต๊ะอาหารข้างล่าง เธอถือถาดที่วางชาร้อนผสมน้ำผึ้งขึ้นมาเพื่อหวังจะให้สามีดื่มก่อนนอนดังเช่นทุกวัน

แต่เมื่อเธอเปิดประตูห้องนอนเข้าไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ฝีเท้าของเธอชะงักงัน

ไฟในห้องสลัวราง มีเพียงแสงสีส้มจากโคมไฟหัวเตียงที่ส่องสว่าง วีลแชร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เขาเคยนั่งอยู่เป็นประจำบัดนี้ว่างเปล่า ทว่าข้างตู้เสื้อผ้าไม้สักหลังใหญ่ กลับมีร่างของชายคนหนึ่งกำลังยืนตระหง่านอยู่!

รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ชายคนนั้นยืนด้วยสองขาของตัวเองอย่างมั่นคง แผ่นหลังของเขากว้างขวางและสง่างาม ร่างกายสูงโปร่งกำยำราวกับรูปสลักของเทพกรีก ไม่มีความเทอะทะหรือไขมันส่วนเกินหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือ ชายคนนั้นกำลังใช้มือทั้งสองข้างปลดรอยต่อบางอย่างบริเวณต้นคอของเขา

“ก…กรี๊ดดด!”

ถาดชาในมือของรินรดาร่วงหล่นกระแทกพื้นพรมจนน้ำชาอุ่นๆ สาดกระจาย เสียงหวีดร้องของเธอหลุดออกมาจากลำคอด้วยความตระหนกสุดขีด เมื่อเธอเห็นแผ่นซิลิโคนหนาเตอะที่มีสีผิวคล้ำและรอยแผลเป็นน่าเกลียด ค่อยๆ ถูกลอกออกจากศีรษะและใบหน้าของชายผู้นั้น ราวกับเขากำลังถลกหนังศีรษะของตนเองต่อหน้าเธอ!

“อย่ากลัว น้ำ… นี่ฉันเอง”

น้ำเสียงที่ดังขึ้นไม่ใช่เสียงแหบพร่าและสั่นเครือของชายแก่อ้วนทึบอีกต่อไป แต่มันคือน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มลึก กังวาน และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันทรงพลัง

รินรดาก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับบานประตูที่ปิดสนิท ร่างกายของเธอสั่นเทาราวกับลูกนกต้องพายุ เธอทำได้เพียงยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเอ่อล้นคลอเบ้า

ชายหนุ่มค่อยๆ ดึงชุดชั้นในบุฟองน้ำพิเศษและโครงสร้างไฮดรอลิกหนานับสิบกิโลกรัมที่ใช้ขยายสัดส่วนของร่างกายออกจนหมดสิ้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นลอนคลื่นที่สมบูรณ์แบบ ไหล่กว้างตระหง่าน และช่วงขาที่เพรียวยาวแข็งแรง ภายใต้เสื้อกล้ามสีดำแนบเนื้อ

เมื่อเขาหันหน้ากลับมาสบตากับเธอ แสงไฟจากโคมไฟก็เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงอย่างชัดเจน

หัวใจของรินรดาแทบจะหยุดเต้นในวินาทีนั้น

โครงหน้าของเขาคมคายได้รูปอย่างไร้ที่ติ สันกรามชัดเจน คิ้วเข้มดกดำรับกับดวงตาเรียวยาวสีนิลที่เปล่งประกายลึกล้ำราวกับห้วงอวกาศ จมูกโด่งเป็นสันคม และริมฝีปากหยักลึกได้รูปที่ชวนลุ่มหลง เขาไม่ใช่ชายอัปลักษณ์ที่ผู้คนตราหน้าว่าเป็นเจ้าสัวหมูแม้แต่น้อย แต่เขาคือชายหนุ่มรูปงามวัยราวๆ สามสิบปี ผู้ซึ่งสง่างามและสมบูรณ์แบบราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดหรือเทพนิยายในฝันของสตรีทุกคนบนโลกใบนี้

“ค…คุณคือใคร? คุณวรภัทรอยู่ที่ไหน? แล้วคุณเข้ามาในนี้ได้อย่างไร?!” เธอละล่ำละลักถาม น้ำเสียงสั่นสะท้านด้วยความสับสนอย่างรุนแรง

ชายหนุ่มก้าวเดินเข้ามาหาเธออย่างเชื่องช้า ท่วงท่าการก้าวเดินของเขามั่นคง สง่างาม และไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บใดๆ ทั้งสิ้น เขาย่อตัวลงตรงหน้ารินรดาที่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนแรง ก่อนจะยื่นมือเรียวยาว สะอาดสะอ้าน และอบอุ่นออกมาสัมผัสที่พวงแก้มเนียนของเธออย่างทะนุถนอม

“ฉันคือวรภัทร… สามีของเธอ รินรดา”

“ม…ไม่จริง คุณวรภัทรเขาอ้วน… เขาเดินไม่ได้ หน้าเขาเต็มไปด้วยแผลเป็น… คุณกำลังโกหก!”

“ฉันไม่เคยโกหกเรื่องที่ฉันเป็นสามีเธอ” วรภัทรเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่เจือไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้ง “แต่นี่คือตัวตนที่แท้จริงของฉัน… ผิวหนังเทียมพวกนั้น ซิลิโคนทางการแพทย์ และชุดเพิ่มน้ำหนักพวกนี้ คือเกราะกำบังที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องชีวิตของตัวเอง”

รินรดานิ่งงันไป น้ำตาหยดใสไหลรินอาบแก้ม เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แท้จริงจากฝ่ามือของเขา ความอบอุ่นที่เธอเคยสัมผัสยามที่กุมมือหนาเทอะทะคู่นั้นในวันแต่งงาน แววตาสีนิลคู่นี้คือคู่เดิมที่เคยมองเธอ แต่ในเวลานี้มันไม่ได้ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากซิลิโคนหนาเตอะอีกต่อไป

“ท…ทำไมคะ? ทำไมคุณต้องทำถึงขนาดนี้?” เธอถามด้วยเสียงแผ่วเบา ความกลัวเริ่มมลายหายไป เหลือไว้เพียงความฉงนและสะเทือนใจ

วรภัทรถอนหายใจยาว ก่อนจะประคองร่างของรินรดาให้ลุกขึ้นมานั่งที่โซฟาตัวเดิมที่เธอเคยนอน จากนั้นเขาก็นั่งลงข้างๆ เธอ กุมมือเล็กที่เย็นเฉียบของเธอไว้แนบอก

“เมื่อสามปีก่อน ครอบครัวของฉันถูกลอบสังหาร” วรภัทรเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่แฝงความโศกเศร้า “พ่อ แม่ และน้องสาวของฉัน เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ถูกจัดฉากขึ้นมาอย่างแนบเนียน และคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่ใครอื่น… แต่คือคนในตระกูลธนเกียรติไพศาล คณะกรรมการบริหาร และญาติสนิทที่จ้องจะฮุบมรดกและอำนาจทั้งหมดในเครือบริษัท”

รินรดาสะอึกในลำคอเมื่อได้ยินความจริงอันโหดร้าย

“ฉันรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่ฉันรู้ดีว่า ถ้าฉันยังคงปรากฏตัวในฐานะทายาทหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบและมีความสามารถ ฉันจะต้องตกเป็นเป้าหมายรายต่อไป และฉันคงไม่มีทางรอดชีวิตได้อีกเป็นครั้งที่สอง” วรภัทรสบตาเธอนิ่ง “ฉันจึงตัดสินใจร่วมมือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสเปเชียลเอฟเฟกต์และการศัลยกรรมระดับโลก สร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา… มหาเศรษฐีที่พิการ อัปลักษณ์ อารมณ์ร้าย และอ่อนแอจนไม่มีปัญญาบริหารงาน เพื่อให้ศัตรูตายใจ คิดว่าฉันเป็นเพียงคนไร้ค่าที่รอวันตาย และปล่อยให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่ระแวง”

“แล้ว… หนี้สินของพ่อฉันล่ะคะ?” รินรดาถามขึ้น น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ “คุณตั้งใจบีบพ่อของฉันเพื่อดึงฉันเข้ามาในวังวนนี้เหรอคะ?”

วรภัทรส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและอ่อนโยนอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

“เรื่องหนี้สินของพ่อน้ำ มันคือเรื่องจริง พ่อของน้ำเป็นหนี้บ่อนการพนันของเครือข่ายศัตรูฉัน และพวกมันกำลังจะฆ่าเขา ฉันจึงส่งคนไปซื้อหนี้ก้อนนั้นมาเพื่อตัดหน้าพวกมัน… แต่เหตุผลที่ฉันยอมรับน้ำเข้ามาแต่งงาน ไม่ใช่เพราะต้องการแก้แค้น หรือต้องการคนรับใช้”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ปลายนิ้วโป้งค่อยๆ เกลี่ยหยดน้ำตาออกจากแก้มนวลของเธออย่างนุ่มนวล

“ในโลกธุรกิจอันโหดร้าย ทุกคนที่เข้าหาฉัน ล้วนต้องการแต่เงิน อำนาจ หรือไม่ก็พยายามวางยาพิษฉันเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ บรรดาผู้หญิงที่เคยบอกว่ารักฉัน ต่างพากันกรีดร้องและวิ่งหนีทันทีที่เห็นสภาพอัปลักษณ์จำแลงของฉัน… ฉันเริ่มสิ้นหวังกับความจริงใจของมนุษย์ และฉันต้องการทดสอบว่า ในโลกที่เน่าเฟะใบนี้ จะยังมีใครสักคนไหมที่มองเห็นคุณค่าของจิตวิญญาณมากกว่าเปลือกนอก”

“คุณเลยทดสอบน้ำ…” เธอเอ่ยตัดพ้อเบาๆ “ด้วยการทำตัวแย่ๆ แกล้งทำตัวสกปรก ตะคอกใส่ และใช้งานน้ำสารพัดอย่างนี้น่ะเหรอคะ?”

“ฉันขอโทษ น้ำ… ฉันขอโทษจริงๆ” วรภัทรก้มหน้าลงต่ำ น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความสำนึกผิดจากก้นบึ้งของหัวใจ “ในตอนแรก ฉันคิดจะผลักไสน้ำไป คิดว่าน้ำก็คงเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่หวังเพียงเงินทอง หรือทนอยู่เพื่อรอวันชิ่งหนีไปกับมรดก แต่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา… น้ำทำให้ฉันรู้ว่าฉันคิดผิดมหันต์”

วรภัทรเงยหน้าขึ้น สบตากับเธอด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ในใจ

“น้ำไม่เคยแสดงความรังเกียจฉันเลยแม้แต่วินาทีเดียว น้ำเช็ดเหงื่อให้ฉันในวันที่ทุกคนหัวเราะเยาะ น้ำล้างเท้าให้ฉันด้วยความอ่อนโยน น้ำคอยป้อนข้าว ป้อนยา และห่วงใยสุขภาพของฉันจากใจจริง ทั้งๆ ที่ฉันทำตัวร้ายกาจกับน้ำขนาดนั้น… น้ำรู้ไหมว่า ทุกคืนที่ฉันเห็นน้ำต้องนอนหนาวอยู่บนโซฟา หัวใจของฉันมันเจ็บปวดเจียนตายแค่ไหน? ฉันอยากจะถอดหน้ากากบ้านี่ทิ้ง แล้วดึงน้ำเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนตั้งแต่วันแรกๆ ด้วยซ้ำ”

“แต่คุณก็ไม่ทำ…” รินรดาเอ่ย น้ำตาหยดใหม่ร่วงเผาะลงบนหลังมือของเขา

“เพราะฉันยังจัดการพวกมันไม่เสร็จ” วรภัทรตอบด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นเยียบเย็นและเด็ดขาด “ฉันต้องรอให้พวกมันเผยธาตุแท้และหลักฐานการยักยอกเงินทั้งหมดออกมา เพื่อที่ฉันจะได้ลากพวกมันเข้าคุก และทวงความยุติธรรมให้ครอบครัวของฉันได้อย่างสมบูรณ์แบบ… และเมื่อวานนี้ ตำรวจสากลและดีเอสไอได้เข้าจับกุมคณะกรรมการบริหารที่ทรยศทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ทุกหลักฐานปิดผนึกแน่นหนา ศัตรูของฉันถูกกำจัดจนสิ้นซาก และตระกูลธนเกียรติไพศาลก็กลับมาอยู่ในมือของฉันอย่างปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์”

เขากุมมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นมาจุมพิตอย่างทะนุถนอม ราวกับเธอดั่งแก้วตาดวงใจอันล้ำค่าที่สุดในชีวิต

“ฉันไม่ต้องหลบซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังปลอมที่น่ารังเกียจนี้อีกต่อไปแล้วน้ำ… วันนี้คือวันครบรอบแต่งงานหนึ่งปีของเรา และมันคือวันที่ฉันตั้งใจจะมอบความจริงทั้งหมด มอบอิสรภาพ และมอบหัวใจที่แท้จริงของฉันให้กับน้ำ”

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสายฝนที่ยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง รินรดามองดูชายหนุ่มรูปงามตรงหน้า หัวใจของเธอสับสน ปั่นป่วน แต่ลึกๆ ลงไป เธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรูปร่างภายนอกของเขา

เธอเคยดูแลเขาในวันที่เขาอัปลักษณ์ที่สุด สกปรกที่สุด และน่าเวทนาที่สุด เธอสัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสายตาคู่นั้นมาโดยตลอด และในวันนี้ เมื่อความจริงกระจ่างแจ้ง เธอกลับไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นในสิ่งที่เขาทำ หากแต่รู้สึกสงสารและเข้าใจในความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่เขาต้องแบกรับไว้เพียงลำพังมาเนิ่นนาน

“คุณวรภัทรคะ…” เธอเอ่ยเสียงเบา

“เรียกฉันว่า ‘ภัทร’ เถอะนะ… ได้โปรดเรียกชื่อของฉันจริงๆ สักครั้ง” เขาอ้อนวอน แววตาคมคายเต็มไปด้วยความเว้าวอน

“คุณภัทร…” รินรดาสบตาเขานิ่ง “แล้วหลังจากนี้… คุณจะเอายังไงต่อไปคะ? หนี้สินของพ่อฉันหมดไปแล้ว คุณก็ปลอดภัยแล้ว คุณจะปล่อยฉันไปใช่ไหมคะ?”

คำถามนั้นทำให้หัวใจของวรภัทรกระตุกวูบ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เขากลัวเหลือเกินว่าความใจร้ายในอดีตของเขาจะผลักไสผู้หญิงที่ดีที่สุดในชีวิตคนนี้ให้เดินจากไป

วรภัทรค่อยๆ คุกเข่าลงบนพื้นพรมตรงหน้าเธอ ก้มศีรษะลงแนบกับตักของรินรดาเหมือนเด็กน้อยที่ยอมจำนนต่อทุกสิ่ง

“ถ้าเธอต้องการอิสรภาพ… ฉันจะเซ็นใบหย่าให้ และจะยกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของฉันให้น้ำ เพื่อให้น้ำได้ไปใช้ชีวิตที่มีความสุข มีชีวิตที่น้ำใฝ่ฝัน” น้ำเสียงของเขาสั่นเครืออย่างไม่อาจควบคุม “แต่ถ้าน้ำจะเมตตาผู้ชายบาปหนาคนนี้อีกสักครั้ง… ได้โปรดยกโทษให้ฉัน อยู่เคียงข้างฉัน และเป็นภรรยาที่แท้จริงของฉันต่อไปได้ไหม? ฉันไม่ได้รักน้ำเพราะน้ำยอมทนกับความร้ายกาจของฉัน แต่ฉันรักน้ำเพราะหัวใจที่แสนบริสุทธิ์ของน้ำ… ฉันรักน้ำ รินรดา รักมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา”

รินรดาก้มลงมองชายหนุ่มที่ทรงอำนาจและเพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ ชายผู้ซึ่งยอมคุกเข่าอ้อนวอนเธอด้วยหัวใจที่เปิดเปลือย ไร้ซึ่งเกราะกำบังใดๆ อีกต่อไป

รอยยิ้มละมุนค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานของเธอ มือเรียวบางยกขึ้นลูบเรือนผมดกดำของเขาอย่างอ่อนโยน สัมผัสที่คุ้นเคยแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกใหม่ที่ผลิบานในหัวใจ

“น้ำยอมรับนะคะ ว่าน้ำตกใจ… และโกรธที่คุณแกล้งทำร้ายจิตใจน้ำมาตลอดทั้งปี” เธอเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ ทั้งน้ำตา “แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา น้ำไม่ได้ดูแลคุณเพราะคิดว่าคุณเป็นเจ้าหนี้ หรือเพราะหน้าที่เพียงอย่างเดียว… น้ำดูแลคุณเพราะน้ำเห็นว่าคุณคือคนที่น่าสงสารที่สุด และต้องการความรักมากที่สุดต่างหาก”

วรภัทรเงยหน้าขึ้น สบสายตากับเธอด้วยความหวังที่ลุกโชติช่วงในหัวใจ

“คนอ้วนเอาแต่ใจคนนั้น น้ำยังดูแลได้เลยค่ะ…” รินรดากล่าวพร้อมรอยยิ้มที่สดใสราวกับแสงตะวันหลังพายุใหญ่ “แล้วกับคุณภัทรตัวจริงที่หล่อเหลาและอบอุ่นขนาดนี้… น้ำจะทิ้งไปได้อย่างไรกันล่ะคะ?”

คำตอบของเธอเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมหัวใจที่แห้งแล้งของวรภัทรให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นแล้วดึงร่างบางของรินรดาเข้าสู่อ้อมกอดอันแข็งแกร่งอย่างแนบแน่น เขากดจูบลงบนหน้าผากเนียน ดวงตา และริมฝีปากอิ่มของเธออย่างดูดดื่ม ลึกซึ้ง และอ่อนหวาน ปลดปล่อยความรัก ความโหยหา และความปรารถนาทั้งหมดที่ถูกกักขังไว้ใต้หน้ากากอัปลักษณ์มานานนับปี

ค่ำคืนวันครบรอบแต่งงานที่เริ่มต้นด้วยความหวาดกลัว จึงแปรเปลี่ยนเป็นค่ำคืนแห่งการเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง บนเตียงกว้างที่เคยว่างเปล่า บัดนี้ไม่ได้มีเพียงความหนาวเหน็บอีกต่อไป แต่ถูกเติมเต็มด้วยไออุ่นแห่งความรักอันบริสุทธิ์ของคนทั้งสอง

หนึ่งเดือนต่อมา

งานแถลงข่าวใหญ่ของเครือบริษัท ธนเกียรติไพศาล คอร์ปอเรชั่น ถูกจัดขึ้น ณ โรงแรมหรูใจกลางเมือง ท่ามกลางกองทัพนักข่าวและบุคคลชั้นสูงในแวดวงสังคมที่มารวมตัวกันอย่างเนืองแน่น ทุกคนต่างมาเพื่อรอฟังการชี้แจงเกี่ยวกับการกวาดล้างกลุ่มผู้บริหารทุจริต และรอคอยที่จะได้เห็น “เจ้าสัวหมู” ผู้พิการนั่งวีลแชร์เข้ามาตามข่าวลือ

ทว่า เมื่อประตูห้องจัดเลี้ยงเปิดออก เสียงฮือฮาและความเงียบงันอันน่าทึ่งก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้องโถง

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง สง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรในชุดสูททักซิโด้สีดำสั่งตัดพิเศษ ก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้ามาในงาน โดยมีหญิงสาวผู้เลอโฉมในชุดราตรีสีขาวยาวระย้า รินรดา ผู้มีรอยยิ้มเปล่งประกาย ควงแขนเคียงข้างเขาเข้ามาด้วยความภาคภูมิใจ

แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดประกายไม่ขาดสาย คำถามเซ็งแซ่ดังขึ้นทั่วสารทิศถึงตัวตนที่แท้จริงของท่านประธานหนุ่มคนใหม่

วรภัทรหยุดยืนอยู่หน้าโพเดียม เขาไม่ได้สนใจเสียงซุบซิบหรือสายตาตกตะลึงของผู้คนเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขากระชับมือของรินรดาที่กุมอยู่ให้แน่นขึ้น ก่อนจะเอ่ยผ่านไมโครโฟนด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและเปี่ยมไปด้วยความสุข

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลายคนอาจรู้จักผมในนามของชายอัปลักษณ์ที่น่ารังเกียจ และตัดสินผมจากสิ่งที่ตามองเห็น… แต่มีผู้หญิงเพียงคนเดียว ที่มองทะลุเปลือกนอกอันโสมมเหล่านั้น เข้ามาเห็นหัวใจและจิตวิญญาณที่แท้จริงของผม เธอคือคนที่ยืนเคียงข้างผมในวันที่มืดมนที่สุด และเป็นแสงสว่างเดียวที่นำทางชีวิตผมกลับมา”

วรภัทรหันไปสบตากับรินรดา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรักอันไม่มีที่สิ้นสุด

“เธอคือ รินรดา ธนเกียรติไพศาล… ภรรยาเพียงคนเดียว และเป็นเจ้าของชีวิตทั้งหมดของผมตลอดไป”

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง เรื่องราวการแต่งงานที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นตราบาปแห่งหนี้สิน บัดนี้ได้กลายเป็นตำนานรักแท้ที่พิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่า ความงามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เปลือกนอกที่ตามองเห็น แต่อยู่ที่ความบริสุทธิ์และมั่นคงของหัวใจที่พร้อมจะรักและเสียสละเพื่อกันและกันอย่างแท้จริง

Leave a Comment