ในตอนที่ฉันตั้งครรภ์ได้เก้าเดือนเต็ม สามีแท้ๆ กลับผลักฉันตกลงไปในหน้าผาลึกบนดอยสูง เพียงเพื่อจะฮุบเงินประกันชีวิตมูลค่าก

ในตอนที่ฉันตั้งครรภ์ได้เก้าเดือนเต็ม สามีแท้ๆ กลับผลักฉันตกลงไปในหน้าผาลึกบนดอยสูง เพียงเพื่อจะฮุบเงินประกันชีวิตมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ในวันงานศพของฉัน เขากำลังยืนยิ้มเยาะอย่างมีความสุขข้างๆ ชู้รัก คิดว่าฉันตายไปแล้วอย่างนั้นเหรอ… พวกมันคงไม่รู้ว่าฉันรอดกลับมา และพร้อมจะลากพวกมันทั้งคู่ลงนรกทั้งเป็น!

ใครต่อใครมักบอกว่า สิ่งที่หนาวเย็นและน่ากลัวที่สุดคือสายลมเหน็บหนาวบนยอดดอยสูงเสียดฟ้า แต่พวกเขาคิดผิด เพราะไม่มีอะไรจะเยียบเย็นไปกว่าหัวใจของผู้ชายที่ฉันยอมมอบทั้งชีวิตให้ พ่อของลูกในท้องที่พร้อมจะลงมือฆ่าเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองเพียงเพราะความโลภ

ฉันชื่อ รินรดา และนี่คือเรื่องราวการฟื้นคืนชีพจากหลุมศพ เพื่อทวงแค้นและเอาชีวิตของฉันคืนมาจากปีศาจในคราบมนุษย์

หน้าผาลึกและการหักหลัง

เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงกำหนดคลอด ภพ สามีของฉัน ชวนฉันไปพักผ่อนที่รีสอร์ตหรูส่วนตัวบนยอดดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เขาบอกว่ามันคือทริป “Babymoon” เพื่อให้เราสองคนได้ผ่อนคลายก่อนที่ลูกน้อยจะลืมตาดูโลก ฉันหลงคิดว่ามันคือความรักและความโรแมนติกอันแสนอบอุ่น แต่ความจริงแล้ว มันคือกับดักมรณะที่ถูกวางแผนไว้อย่างเลือดเย็น

ช่วงพลบค่ำที่สายหมอกลงจัดและลมหนาวพัดกรรโชก เขาพาฉันเดินไปยังจุดชมวิวริมหน้าผาสูงชันที่ไร้ผู้คน โดยอ้างว่าจะถ่ายรูปวิวพระอาทิตย์ตกดินให้ ฉันยืนอยู่ริมขอบผา สองมือโอบอุ้มท้องกลมโตด้วยความระมัดระวัง

“ริน ถอยหลังไปอีกนิดสิจ๊ะ จะได้เห็นวิวภูเขาข้างหลังชัดๆ” ภพเอ่ยด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

พอฉันก้าวถอยหลังตามที่เขาบอก เขากลับก้าวประชิดตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพื่อโอบกอด… แต่เป็นการยื่นมือทั้งสองข้างผลักเข้าที่หน้าอกของฉันอย่างสุดแรงเกิด!

ร่างกายของฉันเสียหลักอย่างกะทันหัน ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นก่อนจะร่วงดิ่งลงสู่ก้นเหวลึก คือสายตาที่ไร้ความปรานีและรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของชายผู้เป็นสามี

ร่างของฉันร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิด แต่สวรรค์ยังไม่ยอมให้ฉันตาย ร่างของฉันตกลงมากระแทกเข้ากับพุ่มไม้หนาและดินโคลนบนชะง่อนผาที่ยื่นออกมาเบื้องล่าง แม้ขาจะหักและมีแผลฉกรรจ์ทั่วร่าง แต่ฉันยังมีลมหายใจ และในวินาทีวิกฤตินั้นเอง ความบอบช้ำรุนแรงทำให้น้ำคร่ำของฉันแตกออกทันที

ท่ามกลางลมหนาวที่บาดลึกในคืนมืดมิด ลำพังเพียงคนเดียว ร่างกายเปื้อนไปด้วยเลือดและต่อสู้กับความเป็นความตาย ฉันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายคลอดลูกชายตัวน้อยออกมาได้สำเร็จ รุ่งเช้าวันต่อมา เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ออกลาดตระเวนพร้อมสุนัขดมกลิ่นพบร่างของพวกเรา เขาแอบพาฉันและลูกส่งคลินิกห่างไกลในอำเภอรอบนอกเพื่อรักษาตัวอย่างลับๆ

การไว้อาลัยจอมปลอมของพวกคนชั่ว

หนึ่งเดือนต่อมา ฉันเห็นข่าวการตายของตัวเองสะพัดไปทั่วหน้าสื่อ ภพให้การกับตำรวจและนักข่าวว่าฉัน “พลัดตกหน้าผาเพราะดินลื่นล้มเอง” และเนื่องจากหน้าผานั้นลึกชันบวกกับสภาพป่าทึบ เจ้าหน้าที่จึงไม่พบศพ (เพราะฉันได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว) ทางการจึงสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุและบุคคลสูญหาย

ทำไมเขาถึงทำแบบนี้? เพราะก่อนคุณพ่อของฉันจะเสียชีวิต ท่านได้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตวงเงินคุ้มครองสูงถึง 1,500 ล้านบาทเอาไว้ให้ฉัน โดยมีเงื่อนไขว่า หากฉันเสียชีวิตโดยที่บุตรยังไม่ลืมตาดูโลก ผลประโยชน์ทั้งหมดจะตกเป็นของภพแต่เพียงผู้เดียว

และวันนี้ คืองานฌาปนกิจศพของฉัน…

ฉันยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่นอกศาลาวัดหรูใจกลางกรุงเทพฯ สวมเสื้อโค้ตตัวยาวสีดำ แว่นกันแดดสีเข้มบดบังใบหน้า ในอ้อมแขนโอบกอดลูกชายตัวน้อยที่แข็งแรงและปลอดภัยเอาไว้แน่น จ้องมองไปยังภพที่กำลังยืนยิ้มเคียงข้างเลขาฯ สาวที่เป็นชู้รักของเขา

พวกมันคงคิดว่าทุกอย่างจบลงแล้ว… แต่นรกที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้นต่างหาก!

ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

กลิ่นธูปควันเทียนและไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศในศาลาวัดหรูไม่ได้ช่วยดับความร้อนรุ่มในอกของฉันลงได้แม้แต่น้อย สายตาของฉันมองทะลุเลนส์แว่นกันแดดสีเข้มไปยังชายหญิงคู่หนึ่งที่ยืนอยู่หน้ากรอบรูปถ่ายขาวดำขนาดใหญ่ รูปนั้นคือใบหน้าของฉันเอง—รินรดาที่กำลังแย้มยิ้มอย่างไร้เดียงสา

ภพสวมชุดสูทสากลสีดำสนิท ใบหน้าของเขาแสร้งทำเป็นโศกเศร้าเมื่อมีแขกเหรื่อเดินเข้ามาจับมือแสดงความเสียใจ หากแต่เมื่อคนเหล่านั้นคล้อยหลัง ดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด ด้านข้างของเขาคือ ‘แพรวพรรณ’ เลขานุการสาวที่ทำทีเป็นคอยซับน้ำตาให้เจ้านาย แต่ปลายนิ้วเรียวแอบลูบไล้หลังมือของเขาอย่างมีความหมาย รอยยิ้มมุมปากของหล่อนบ่งบอกถึงชัยชนะอันหอมหวาน

พวกมันคงคิดว่าร่างของฉันและลูกแหลกเหลวเป็นปุ๋ยอยู่ก้นหุบเหวดอยอินทนนท์ไปแล้ว

ฉันก้มลงมองใบหน้าของทารกน้อยในอ้อมแขน ‘น้องตะวัน’ ดวงตากลมโตกำลังหลับใหลอย่างสงบอยู่ในผ้าห่อตัวสีเข้ม เด็กคนนี้คือปาฏิหาริย์และคือลมหายใจที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของฉัน ฉันค่อยๆ ถอยห่างออกจากบริเวณศาลา เดินเลี่ยงเข้าสู่เงามืดของลานจอดรถ ที่ซึ่งรถตู้สีดำคันหนึ่งกำลังติดเครื่องรออยู่

เมื่อก้าวขึ้นไปบนรถ ชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานก็หันมาสบตาฉันทันที เขาคือ ‘ทนายธวัช’ ทนายความประจำตระกูลที่คุณพ่อของฉันไว้วางใจที่สุดมาตลอดสามสิบปี

“คุณรินแน่ใจแล้วใช่ไหมครับว่าจะเริ่มเดินหมากตัวนี้” น้ำเสียงของทนายธวัชเปี่ยมไปด้วยความกังวลระคนความแค้นแทนฉัน

“แน่ใจค่ะคุณลุงธวัช” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นผิดจากรินรดาคนเดิม “คนอย่างภพกับแพรวพรรณ ถ้าให้พวกมันตายไปง่ายๆ มันจะสบายเกินไป พวกมันต้องชดใช้ด้วยการสูญเสียทุกอย่างที่พวกมันโลภอยากได้ และต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น”

ทนายธวัชพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น เขาส่งแฟ้มเอกสารหนาสองเล่มมาให้ฉัน เล่มแรกคือเอกสารการถือครองหุ้นของบริษัทในเครือ ‘รุ่งเรืองกรุ๊ป’ มรดกตกทอดจากพ่อของฉัน และอีกเล่มคือกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่า 1,500 ล้านบาทที่ถูกจัดทำขึ้นเป็นพิเศษ

ก่อนพ่อจะเสียชีวิต พ่อรู้ดีว่าภพมีนิสัยทะเยอทะยานและฟุ่มเฟือย พ่อจึงสร้างเงื่อนไขอันซับซ้อนไว้ในพินัยกรรมและกรมธรรม์ ประกันชีวิต 1,500 ล้านบาทนั้น ภพจะได้ไปก็ต่อเมื่อฉันเสียชีวิตโดยไร้ทายาทสืบสายเลือด แต่หากฉันมีทายาท ทรัพย์สินและเงินประกันทั้งหมดจะถูกโอนเข้ากองมรดกเพื่อผลประโยชน์ของบุตร โดยมีผู้จัดการมรดกที่พ่อแต่งตั้งไว้ล่วงหน้าดูแลแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งผู้จัดการมรดกคนนั้นไม่ใช่ภพ แต่คือมูลนิธิร่วมกับทนายธวัช

ยิ่งไปกว่านั้น ภพยังไม่รู้เลยว่า เงินประกันก้อนมหึมานั้นยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันทีจนกว่าบริษัทประกันภัยจะเสร็จสิ้นการสืบสวนคดีการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามเดือน

และช่วงเวลานั้นเอง คือหลุมพรางที่ฉันขุดเตรียมไว้ให้พวกมันเดินลงไปทีละก้าว

หลังจากงานศพผ่านพ้นไป ภพเริ่มแสดงธาตุแท้ออกมาอย่างเปิดเผย เขาพาแพรวพรรณย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ของฉันอย่างหน้าชื่นตาบาน พร้อมทั้งจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จอย่างลับๆ ภายในบ้าน แต่ความสุขของพวกมันอยู่ได้ไม่นาน เมื่อภพเริ่มพบว่าเงินสดในบัญชีของฉันถูกอายัดไว้ทั้งหมดตามกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้สูญหาย

ภพซึ่งมีหนี้พนันนอกระบบสะสมอยู่กว่าสองร้อยล้านบาทจากการเล่นคาสิโนใต้ดิน เริ่มถูกเจ้าหนี้ตามทวงหนี้อย่างหนัก เมื่อเงินประกันยังไม่อนุมัติ เขาจึงจำต้องหาเงินหมุนเวียนอย่างเร่งด่วน

และในจังหวะนั้น ‘กองทุนปริศนา’ จากสิงคโปร์ก็ยื่นมือเข้ามา

ฉันใช้เงินเก็บส่วนตัวที่แอบฝากไว้ในบัญชีต่างประเทศตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ก่อตั้งบริษัทบังหน้าขึ้นมาผ่านเครือข่ายของทนายธวัช โดยส่งตัวแทนเข้าไปติดต่อขอซื้อหุ้นบริษัทรุ่งเรืองกรุ๊ปที่ภพถือครองอยู่ชั่วคราวในฐานะรักษาการประธาน ภพที่กำลังหน้ามืดตามัวเพราะต้องการเงินไปปิดหนี้และปรนเปรอแพรวพรรณ ไม่ลังเลเลยที่จะนำหุ้นเหล่านั้นมาค้ำประกันเงินกู้ก้อนโตด้วยสัญญาที่มีเงื่อนไขสุดโหด—หากไม่สามารถชำระคืนได้ภายในหกสิบวัน สิทธิ์ในการบริหารและทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทจะตกเป็นของกองทุนทันที

ภพมั่นใจเต็มร้อยว่าภายในหกสิบวัน เงินประกัน 1,500 ล้านบาทจะต้องถูกโอนเข้าบัญชีของเขาอย่างแน่นอน เขาจึงเซ็นชื่อลงในสัญญาโดยแทบไม่ได้อ่านรายละเอียดปลีกย่อยเลยแม้แต่น้อย

ในขณะเดียวกัน ความโลภก็เริ่มกัดกินความสัมพันธ์ของพวกมันเอง

ฉันให้คนสนิทส่งข้อมูลล่อใจไปยังแพรวพรรณ แสร้งทำเป็นว่าภพกำลังแอบเปิดบัญชีลับในต่างประเทศเพื่อเก็บเงินประกันไว้คนเดียวโดยไม่คิดจะแบ่งให้หล่อน แพรวพรรณซึ่งเป็นคนขี้ระแวงและรักความสุขสบายอยู่แล้วเริ่มร้อนรน หล่อนแอบติดตั้งเครื่องดักฟังในห้องทำงานของภพ และเริ่มค้นหาเอกสารทางการเงินเพื่อหวังจะฮุบส่วนแบ่งก่อนที่ภพจะถีบหัวส่ง

ความหวาดระแวงทำให้คนทั้งสองเริ่มมีปากเสียงกันรุนแรงขึ้นทุกวัน จากความรักที่ฉาบทาด้วยกิเลส กลายเป็นการจับผิดและชิงไหวชิงพริบ ภพเริ่มดื่มเหล้าหนักขึ้น ส่วนแพรวพรรณก็เริ่มติดต่อทนายความส่วนตัวเพื่อหาทางแบล็กเมลภพด้วยหลักฐานที่หล่อนรู้ว่าเขาเป็นคนผลักฉันตกหน้าผา

หล่อนเก็บคลิปเสียงที่ภพเคยหลุดปากพูดถึงแผนการฆาตกรรมบนดอยอินทนนท์ไว้ในแฟลชไดรฟ์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองชีวิตและเงินทอง

ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนการที่ฉันวางไว้อย่างไร้ที่ติ

และแล้ว วันนัดหมายสำคัญก็มาถึง—วันครบกำหนดหกสิบวัน และเป็นวันที่บริษัทประกันภัยนัดหมายให้ภพเข้าไปรับฟังผลการอนุมัติเงินสินไหมทดแทน 1,500 ล้านบาท ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้นบนสุดของตึกรุ่งเรืองกรุ๊ป

บรรยากาศในห้องประชุมโอ่อ่าเต็มไปด้วยความตึงเครียด ภพนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูทราคาแพง แม้ใบหน้าจะดูซูบเซาจากความเครียดเรื่องหนี้สิน แต่แววตากลับเปล่งประกายด้วยความโลภที่กำลังจะได้รับการเติมเต็ม ข้างๆ เขาคือแพรวพรรณที่นั่งเชิดหน้า สวมเครื่องเพชรชุดใหญ่ที่บีบบังคับให้ภพซื้อให้

ตรงข้ามของพวกเขาคือตัวแทนจากบริษัทประกันภัย พร้อมด้วยทนายธวัชและตำรวจนอกเครื่องแบบอีกสามนายที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง

“สวัสดีครับคุณภพ” ตัวแทนบริษัทประกันภัยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “วันนี้เรามาเพื่อสรุปผลการพิจารณากรมธรรม์ประกันชีวิตของคุณรินรดา วงเงิน 1,500 ล้านบาทครับ”

ภพยิ้มกว้างออกมาทันที “ขอบคุณมากครับ ผมรอวันนี้มานานมาก ในที่สุดความเป็นธรรมก็มาถึงมือผมเสียที ภรรยาของผมคงไปสู่สุคติได้อย่างสบายใจเมื่อรู้ว่าเงินก้อนนี้จะถูกนำมาดูแลกิจการที่เธอรัก”

“เดี๋ยวก่อนสิคะคุณภพ” แพรวพรรณแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหวานหยดแต่แฝงความข่มขู่ “อย่าลืมสัญญาระหว่างเราสองคนนะคะ ห้าร้อยล้านบาทต้องโอนเข้าบัญชีของฉันทันที ไม่อย่างนั้น… คลิปเสียงในแฟลชไดรฟ์นี้อาจจะหลุดไปถึงมือนักข่าวได้”

หล่อนวางแฟลชไดรฟ์สีเงินลงบนโต๊ะกระจกอย่างท้าทาย

ใบหน้าของภพถอดสี เขากัดฟันกรอดด้วยความโกรธ “นังแพรว! แกกล้าขู่ฉันเหรอ!”

“ทำไมฉันจะไม่กล้าล่ะคะ ในเมื่อฉันร่วมหัวจมท้าย ช่วยแกวางแผนจัดทริปไปดอยอินทนนท์ ช่วยแกโทรเช็กจุดชมวิวที่ไม่มีกล้องวงจรปิด ถ้าฉันไม่ได้เงิน ฉันก็ไม่ปล่อยให้แกเสวยสุขคนเดียวหรอก!” แพรวพรรณแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

“หยุดเถียงกันก่อนเถอะครับทั้งสองคน” ทนายธวัชขัดขึ้นอย่างสุขุม “เพราะเงินประกัน 1,500 ล้านบาทนี้… จะไม่มีใครได้ไปแม้แต่บาทเดียว”

ภพชะงัก ลุกขึ้นตบโต๊ะเสียงดังสนั่น “หมายความว่ายังไงไอ้ทนายแก่! ฉันคือผู้รับผลประโยชน์คนเดียวตามกฎหมาย เมียฉันตายไปแล้ว ศพก็หาไม่เจอ ตำรวจก็ลงบันทึกประจำวันว่าสูญหายและสันนิษฐานว่าเสียชีวิตไปแล้ว พวกแกจะมาเบี้ยวเงินฉันไม่ได้นะ!”

“ผมไม่ได้เบี้ยวครับคุณภพ” ตัวแทนประกันภัยตอบพลางปรับแว่นสายตา “แต่เงื่อนไขของกรมธรรม์ระบุไว้ชัดเจนว่า หากผู้เอาประกันยังมีชีวิตอยู่ หรือมีทายาทที่รอดชีวิต ผลประโยชน์ทั้งหมดจะถูกระงับและโอนเข้าสู่กองมรดกเพื่อทายาททันที”

“แกพูดบ้าอะไร! เมียฉันตายไปแล้ว! มันจะรอดได้ยังไง หน้าผาสูงขนาดนั้น ตกไปก็แหลกเป็นชิ้นๆ แล้ว!” ภพตะโกนลั่นห้อง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก

“ใครบอกคุณว่าฉันตายแล้วล่ะ… ภพ?”

เสียงหวานเยือกเย็นดังขึ้นจากหน้าประตูห้องประชุม

เสียงนั้นทำให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องราวกับเวลาถูกหยุดหมุน ประตูไม้บานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก ปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมยาวสลวย ใบหน้าที่เคยซีดเซียวบัดนี้แต่งแต้มด้วยความสง่างามและเฉียบขาด สองแขนของฉันโอบอุ้มทารกเพศชายในชุดสีฟ้าอ่อนเอาไว้อย่างทะนุถนอม

ภพผงะถอยหลังจนเก้าอี้ล้มลงกระแทกพื้น เสียงดังโครม ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับคนเห็นผี ริมฝีปากสั่นระริก “ระ… ริน… ผะ… ผี! ผีหลอก!”

แพรวพรรณกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด ถอยกรูดไปจนติดผนังห้อง “เป็นไปไม่ได้! แกตกลงไปแล้ว แกต้องตายแล้วสิ!”

ฉันก้าวเดินเข้าไปในห้องประชุมอย่างช้าๆ แต่ละก้าวมั่นคงและหนักแน่น เสียงส้นเท้ากระทบพื้นกระเบื้องดังก้องราวกับเสียงนับถอยหลังสู่วันพิพากษา ฉันหยุดยืนอยู่ตรงหน้าภพ จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเขา

“ตกใจมากเหรอคะที่เห็นฉันยังยืนอยู่ตรงนี้?” ฉันเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นชา “เสียใจด้วยนะที่หน้าผาที่คุณเลือกมันไม่สูงพอที่จะฆ่าฉันกับลูกได้ สวรรค์ท่านคงอยากให้ฉันกลับมา… เพื่อลากคนที่ผลักฉันลงไป ให้ลงนรกด้วยตัวเอง”

“มะ… ไม่จริง… แกไม่ใช่คน แกเป็นผี!” ภพพร่ำเพ้อ สองมือยกขึ้นปัดป่ายอากาศอย่างเสียสติ

“นี่ไม่ใช่ผีหรอกครับคุณภพ” ทนายธวัชยื่นเอกสารทางการแพทย์และใบแจ้งเกิดฉบับจริงให้ดู “นี่คือคุณรินรดาตัวจริง พร้อมด้วยเด็กชายตะวัน บุตรชายที่ถูกต้องตามกฎหมาย และที่สำคัญ… ทางเราได้นำดีเอ็นเอของเด็กไปตรวจเปรียบเทียบกับตัวอย่างเนื้อเยื่อของคุณภพเรียบร้อยแล้ว ผลยืนยันว่าเป็นพ่อลูกกันแท้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์”

ฉันมองหน้าภพที่ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น “และจำสัญญาเงินกู้กับกองทุนสิงคโปร์ได้ไหมภพ? กองทุนนั้นคือฉันเอง หุ้นทั้งหมดของรุ่งเรืองกรุ๊ปที่คุณเอาไปจำนอง บัดนี้ตกเป็นของฉันโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว คุณไม่มีสิทธิ์ในบริษัทนี้แม้แต่เศษสตางค์เดียว รวมถึงบ้าน รถ และทรัพย์สินทุกอย่างที่เป็นชื่อของฉัน… ฉันสั่งระงับและยึดคืนทั้งหมดแล้ว”

“ริน… รินจ๊ะ…” ภพเริ่มคลานเข้ามาหาฉัน สองมือพยายามจะเอื้อมมาจับชายกระโปรง น้ำตาไหลพรากด้วยความกลัว “พี่ผิดไปแล้ว ริน… พี่หน้ามืดตามัวไปชั่ววูบ พี่รักรินนะ รักลูกด้วย ยกโทษให้พี่เถอะนะริน เรากลับมาเป็นครอบครัวกันเหมือนเดิมนะ…”

ฉันก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว หลบเลี่ยงสัมผัสอันน่าสะอิดสะเอียนนั้นอย่างรังเกียจ

“รักเหรอ?” ฉันแค่นยิ้ม “ตอนที่คุณยื่นสองมือมาผลักฉันที่ริมหน้าผา ตอนที่ฉันร้องขอชีวิตให้ลูกในท้อง คุณเคยคิดถึงคำว่ารักบ้างไหม? คุณมองฉันเป็นแค่ตั๋วเงิน 1,500 ล้านบาทเท่านั้น!”

ในขณะนั้นเอง แพรวพรรณที่เริ่มได้สติก็รีบหยิบแฟลชไดรฟ์ขึ้นมา ชูให้ตำรวจดู “คุณตำรวจคะ! จับมันเลยค่ะ! ภพเป็นคนทำทั้งหมด ฉันมีหลักฐาน! ในนี้มีคลิปเสียงที่เขาสารภาพว่าเขาวางแผนฆ่ารินรดาคนเดียว ฉันไม่ได้เกี่ยวด้วย ฉันเป็นแค่พยาน!”

“นังแพรว! นังสารเลว!” ภพหันไปตวาดใส่ชู้รักอย่างบ้าคลั่ง เขากระโจนเข้าใส่แพรวพรรณ บีบคอหล่อนลงกับพื้นโต๊ะ “แกจะหักหลังฉันเหรอ! ถ้าฉันต้องติดคุก แกก็ต้องไปด้วยกัน!”

“กรี๊ดดด! ปล่อยนะ! ช่วยด้วย!” แพรวพรรณดิ้นรน กรีดร้องและใช้เล็บข่วนใบหน้าของภพจนเลือดซิบ

ภาพของชายหญิงคู่หนึ่งที่เคยพลอดรักกันบนความตายของฉัน บัดนี้กลับกำลังกัดกันเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานเพื่อเอาตัวรอด ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาและสมเพชยิ่งนัก

ตำรวจนอกเครื่องแบบรีบกรูเข้าไปแยกคนทั้งสองออกจากกัน ใส่กุญแจมือภพและแพรวพรรณในทันที

“คุณภพ และคุณแพรวพรรณ” สารวัตรเดินเข้ามาพร้อมหมายจับ “คุณทั้งสองถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฉ้อโกงทรัพย์สิน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงใหม่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางขึ้นดอย หลักฐานการซื้อขายข้อมูลประกันชีวิต และคลิปเสียงที่คุณแพรวพรรณเพิ่งมอบให้… ทั้งหมดนี้เพียงพอที่จะส่งพวกคุณเข้าเรือนจำตลอดชีวิต เชิญไปให้การที่สถานีตำรวจครับ”

ภพถูกดึงตัวให้ลุกขึ้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยข่วนและคราบน้ำตา เขามองมาที่ฉันด้วยสายตาที่แตกสลาย “ริน… ช่วยพี่ด้วย รินอย่าทำแบบนี้กับพี่เลย พี่เป็นพ่อของลูกนะ…”

“พ่อของลูกงั้นเหรอ?” ฉันก้มลงมองลูกน้อยที่ยังคงหลับใหลอย่างปลอดภัยในอ้อมกอด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว “ตั้งแต่วินาทีที่คุณผลักฉันลงจากหน้าผา ลูกของฉันก็ไม่มีพ่ออีกต่อไปแล้ว… ชาตินี้ทั้งชาติ อย่าหวังว่าจะได้ยินเสียงเขาเรียกคุณว่าพ่อเลย แม้แต่ในความฝัน”

ตำรวจควบคุมตัวภพและแพรวพรรณออกจากห้องประชุมไป เสียงกรีดร้องโวยวายของแพรวพรรณและเสียงร่ำไห้อ้อนวอนของภพค่อยๆ แผ่วเบาลงตามทางเดินยาว ก่อนจะเงียบหายไปในที่สุด ทิ้งไว้เพียงความสงบเงียบอันบริสุทธิ์ภายในห้อง

ฉันเดินไปที่ริมหน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปเห็นท้องฟ้ากรุงเทพฯ ที่สว่างกระจ่างใส แสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบผิวกายอย่างอบอุ่น ลมหนาวอันเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวบนยอดดอยอินทนนท์ได้ผ่านพ้นไปแล้วอย่างแท้จริง

ผลกรรมทำหน้าที่ของมันอย่างเที่ยงตรง ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตแก่ภพในข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยไม่มีการลดหย่อนโทษ เนื่องจากพฤติกรรมโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม หนี้สินนอกระบบทำให้ทรัพย์สินส่วนตัวที่เหลืออยู่ของเขาถูกยึดจนหมดสิ้น กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวที่ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในห้องขังแคบๆ มืดมิด ส่วนแพรวพรรณถูกตัดสินจำคุกยี่สิบห้าปีในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด ความงามและความทะเยอทะยานของหล่อนมลายหายไป สิ้นสุดลงหลังกำแพงสูงชันของทัณฑสถานหญิง

สำหรับฉันและน้องตะวัน… ชีวิตใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ฉันกลับเข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของรุ่งเรืองกรุ๊ปอย่างเต็มภาคภูมิ นำพาธุรกิจของครอบครัวให้เติบโตอย่างมั่นคง และจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือแม่เลี้ยงเดี่ยวและเด็กที่ถูกทอดทิ้ง เพื่อให้โอกาสแก่ผู้หญิงอีกมากมายที่ต้องเผชิญกับความอยุติธรรมในชีวิต

ทุกครั้งที่ฉันมองดวงตากลมโตไร้เดียงสาของลูกชาย ฉันไม่ได้นึกถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลในคืนมืดมิดบนหน้าผานั้นอีกต่อไป แต่ฉันมองเห็นรอยแผลเป็นเหล่านั้นเป็นดั่งเหรียญตราแห่งความกล้าหาญ—เครื่องเตือนใจว่าความรักของแม่นั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าความตาย และไม่มีความชั่วร้ายใดในโลกที่จะเอาชนะความจริงได้

ฉันรอดชีวิตกลับมา ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้แค้น… แต่เพื่อมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็ง ทรงคุณค่า และเป็นดั่งดวงตะวันอันอบอุ่นที่ไม่มีวันดับสูญสำหรับลูกชายของฉันตลอดไป

Leave a Comment