ทุกคืน สามีของฉันมักจะพาลูกออกไปข้างนอก โดยอ้างว่าอยากให้ฉันได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ทุกคืน สามีของฉันมักจะพาลูกออกไปข้างนอก โดยอ้างว่าอยากให้ฉันได้พักผ่อนอย่างเต็มที่—จนกระทั่งฉันแอบสะกดรอยตามเขาไป และได้ยินแผนการร้ายที่พวกเขาเตรียมไว้จัดการกับฉัน

ตอนที่ 1

— ดื่มสิแพร เดี๋ยวจะเย็นหมดนะ

ภพวางแก้วนมไว้บนโต๊ะข้างเตียง

สองทุ่มตรง

เวลาเดิมเป๊ะทุกคืน

ที่อีกฟากหนึ่งของห้อง เขากำลังจัดผ้าห่มให้เด็กชายกวินทร์ในรถเข็น ลูกชายของเราเพิ่งจะอายุได้เพียงขวบเดียว และในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ภพแทบจะพาลูกออกไปเดินเล่นข้างนอกทุกคืน

— เดี๋ยวกวินทร์ผมดูแลเอง จะพาไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านสักหน่อย คุณรีบนอนเถอะ

ฉันก้มมองแก้วนมในมือ

— ฉันยังไม่ค่อยง่วงเลย

เขาชะงักไปชั่วครู่

แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น

ก่อนที่เขาจะส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมา

— คุณต้องพักผ่อนเยอะๆ หมอก็บอกอยู่ว่าคุณนอนไม่พอ

ไม่มีหมอคนไหนเคยพูดแบบนั้นสักหน่อย

แต่ฉันก็ไม่อยากชวนทะเลาะ

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ทุกอย่างเกิดขึ้นซ้ำๆ แบบเดิม

นมหนึ่งแก้ว

หลังจากนั้น อาการง่วงซึมอย่างรุนแรง

ตื่นเช้ามาพร้อมกับอาการมึนหัวแทบก้าวขาไม่ออก

บางวัน ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเดินจากห้องครัวกลับมาที่ห้องนอนได้อย่างไร

มีอยู่วันหนึ่ง ฉันควานหาโทรศัพท์มือถือนานเกือบชั่วโมง ก่อนจะไปเจอมันซุกอยู่ในตะกร้าผ้าสกปรก

และมีเช้าวันหนึ่ง ภพบอกว่าฉันอาละวาดโวยวายกลางห้องนั่งเล่นเมื่อคืน

ทั้งที่ฉันจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด

— คุณตะโกนใส่ผมเสียงดังมากเลยนะแพร

— แต่ฉันจำไม่ได้จริงๆ นะภพ

— นั่นแหละที่น่ากลัว

ตั้งแต่นั้นมา เขามักจะพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

— หรือเราควรไปปรึกษาจิตแพทย์ดูดีไหม

แล้วต่อมามันก็กลายเป็น—

— บางที คุณอาจจะต้องลองไปพักรักษาตัวที่สถานบำบัดสักพัก

และก่อนหน้านี้ไม่กี่คืน ฉันบังเอิญได้ยินเขาแอบคุยโทรศัพท์อยู่ในครัว

— ใช่ อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

เขาเงียบเสียงลงทันทีที่เห็นฉันเดินเข้าไป

— ใครโทรมาเหรอคะ?

— เรื่องงานน่ะ

ฉันไม่ได้ซักไซ้ต่อ

แต่หลังจากนั้น ความหวาดระแวงเล็กๆ ก็เริ่มเกาะกินใจฉันไม่ยอมหาย

ถ้าเขาพูดถูกล่ะ?

ถ้าฉันป่วยและมีปัญหาทางจิตขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?

คืนนั้น ฉันจึงหยิบแก้วขึ้นมาแล้วส่งยิ้มให้เขา

— ค่ะ เดี๋ยวฉันดื่มให้หมด

เขาก้มลงจูบหน้าผากฉันเบาๆ

— เด็กดี

ทันทีที่เขาเดินพ้นประตูห้องนอนไป ฉันก็รีบยกแก้วนมเดินตรงเข้าห้องน้ำ

ฉันไม่ได้ดื่มมันสักหยดเดียว

เทมันทิ้งลงอ่างล้างหน้าจนหมด

ฉันกลับไปนอนบนเตียงแล้วแกล้งหลับตาลง

ราวๆ สิบนาทีต่อมา ฉันได้ยินเสียงล้อรถเข็นบดไปกับพื้น

ตามด้วยเสียงปิดประตูดังแผ่วเบา

ฉันลุกขึ้นยืนทันที

ไม่มีอาการมึนหัว

ไม่ง่วงซึม

สมองปลอดโปร่งและแจ่มชัด

ฉันรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็ก

พอแง้มประตูบ้านออกไป ฉันก็เห็นแผ่นหลังของภพเดินอยู่ตรงสุดซอย

เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปทางสวนสาธารณะของหมู่บ้าน

แต่เขากำลังเดินออกไปยังถนนใหญ่

เขาหยุดยืนข้างรถ SUV สีดำคันหรู

ประตูรถเปิดออก

เขายกรถเข็นของกวินทร์ขึ้นไปบนรถ

แล้วก้าวขึ้นตามไป

มือของฉันเย็นเฉียบไปหมด

จังหวะนั้นมีแท็กซี่ขับผ่านมาพอดี

ฉันรีบโบกเรียกทันที

— พี่คะ ช่วยขับตาม SUV สีดำคันข้างหน้านั้นไปทีค่ะ แต่อย่าตามชิดเกินไปนะคะ

คนขับมองฉันผ่านกระจกมองหลังด้วยความสงสัย

— คุณผู้หญิงโอเคไหมครับเนี่ย?

— ไม่เป็นไรค่ะ รบกวนด้วยนะคะ

เราขับตามรถคันนั้นไปเกือบยี่สิบนาที

จากหมู่บ้านแถวบางนา รถคันนั้นมุ่งหน้าตรงเข้าสู่ย่านคฤหาสน์หรูแถวสุขุมวิท

ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด

ภพทำงานเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์

เขามีลูกค้าฐานะดีในแถบนี้หลายคนก็จริง

แต่ทำไมต้องมาดึกดื่นขนาดนี้?

และทำไมต้องพาลูกไปด้วย?

รถ SUV เลี้ยวเข้าไปจอดหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่โต

ฉันจำสถานที่นี้ได้ทันที

ภพเคยพาฉันมาที่นี่ครั้งหนึ่งเพื่องานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัท

บ้านหลังนี้เป็นของ คุณศศิธร วิริยะสกุล

ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัทเขา

นักธุรกิจหญิงผู้มั่งคั่ง

คนที่ปรากฏตัวตามหน้านิตยสารและข่าวธุรกิจอยู่เป็นประจำ

ฉันจ่ายค่าแท็กซี่แล้วลงมายืนหลบอยู่ตรงมุมถนนฝั่งตรงข้าม

ฉันแอบยืนมองอยู่หลังแนวพุ่มไม้หนา

ประตูคฤหาสน์เปิดออก

ศศิธรเดินออกมาข้างนอก

เธอสวมชุดคลุมผ้าไหมตัวยาวและถือแก้วน้ำอยู่ในมือ

เธอเดินตรงเข้าไปหาภพทันที

พวกเขาไม่ได้แค่ทักทายกันธรรมดา

เธอโผเข้ากอดเขา

ไม่ใช่การกอดทักทายสั้นๆ แบบเพื่อนร่วมงาน

จากนั้นเธอก็ก้มลงมองที่รถเข็น

— ว่าไงจ๊ะ ตัวเล็ก

เธออุ้มกวินทร์ขึ้นมาแนบอก

ท่าทางของเธอดูสนิทสนมคุ้นเคยกับลูกของฉันอย่างน่าประหลาด

กวินทร์ไม่ร้องไห้เลยสักแอะ

แถมยังซบหน้าเข้าหาเธออย่างคุ้นเคย

นั่นหมายความว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกมาที่นี่

หัวใจของฉันถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง

ไม่ใช่แค่เพราะความหึงหวง

แต่เป็นเพราะความคิดที่ผุดขึ้นมาว่า มีกี่คืนแล้วที่ลูกของฉันถูกพามาที่นี่ ในขณะที่ฉันนอนหมดสติอยู่บ้านจนแทบประคองตัวเองไม่ไหว

ฉันขยับเข้าไปใกล้รั้วอีกนิดเพื่อฟังเสียง

ฉันได้ยินภพพูดขึ้นว่า

— ตอนนี้เธอไม่สงสัยอะไรผมแล้ว คิดไปเองว่าตัวเองป่วยจริงๆ

ศศิธรตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ

— แล้วเรื่องหมอล่ะ?

— อาทิตย์หน้า พอดูบันทึกอาการกับประวัติที่ผมเตรียมไว้ หมอก็สรุปได้ง่ายๆ แล้วว่าแพรมีอาการทางจิตและควบคุมตัวเองไม่ได้

ฉันเกาะรั้วเหล็กแน่นจนนิ้วซีดขาว

บันทึกอาการงั้นเหรอ?

ประวัติอะไรกัน?

ศศิธรวางกวินทร์กลับลงไปในรถเข็น

— แล้วเอกสารล่ะ เรียบร้อยไหม?

— เตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว

— แน่ใจนะว่าเธอจะยอมเซ็น?

ภพหัวเราะในลำคอเบาๆ

— พอพาเธอเข้าสถานบำบัด ผมก็จะสอดไส้รวมไปกับเอกสารยินยอม เอกสารมอบอำนาจ แล้วก็เอกสารที่ดิน เธอจำเรื่องที่เกิดขึ้นตอนกลางคืนแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ

ฉันหายใจแทบไม่ออก

เอกสารที่ดินงั้นเหรอ?

ที่ดินอะไรกัน?

ศศิธรหันไปมองเด็กในรถเข็น

— งานนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาดนะภพ เรารอที่ดินตรงเขาใหญ่นั่นมานานเกินไปแล้ว

ฉันหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด

เขาใหญ่…

ที่ดินผืนเล็กๆ ผืนนั้นที่ยายยกเป็นมรดกให้ฉัน

ภพเคยคะยั้นคะยอให้ฉันขายมันตั้งหลายครั้ง

แต่ฉันปฏิเสธมาตลอด

ฉันบอกเขาเสมอว่า ฉันทำใจขายทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่ครอบครัวทิ้งไว้ให้ไม่ได้

เสียงของภพดังขึ้นมาอีกครั้ง

— แค่เธอจรดปากกาเซ็น ทุกอย่างก็จบ

ศศิธรตอบกลับมาว่า

— แล้วหลังจากนั้น เราสองคนก็ไม่ต้องแอบซ่อนกันอีกต่อไป

เรี่ยวแรงที่หัวเข่าของฉันแทบจะทรุดฮวบลงกับพื้น

แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด

ภพเดินเข้าไปประชิดตัวเธอ

เขากุมมือเธอไว้แน่น

แล้วพูดประโยคที่ทำให้ฉันชาไปทั้งตัว—

— อย่าให้เธอรู้เด็ดขาด ว่าเหตุผลจริงๆ ที่ผมเข้าไปจีบเธอในตอนแรกคืออะไร

ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น

เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เขานอกใจฉันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แต่เขาพูดว่า—

เหตุผลที่เขาเข้ามาหาฉันตั้งแต่แรก

ตั้งแต่ก่อนที่เราจะแต่งงานกัน

ตั้งแต่ก่อนที่กวินทร์จะลืมตาดูโลก

ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นสามีของฉัน

และวินาทีนั้นเองที่ฉันเพิ่งตระหนักได้ว่า คำลวงทั้งหมดนี้… อาจเริ่มต้นขึ้นยาวนานกว่าชีวิตคู่ของเราทั้งคู่เสียอีก

ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

ลมกลางคืนพัดวูบผ่านซอกรั้วเหล็กดัดกระทบผิวกาย แต่ความเย็นเยียบของอากาศเทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บที่แล่นริ้วลงไปถึงกระดูกสันหลัง

ฉันยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ ปลายนิ้วที่จิกกำรั้วบ้านจนเจ็บแปลบไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง เสียงสนทนาของชายคนรักกับหญิงชู้ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในสมองเหมือนเสียงสะท้อนจากก้นเหวลึก

— อย่าให้เธอรู้เด็ดขาด ว่าเหตุผลจริงๆ ที่ผมเข้าไปจีบเธอในตอนแรกคืออะไร

คำพูดประโยคนั้นเพียงประโยคเดียว ทำลายเศษซากความทรงจำหอมหวานตลอดห้าปีที่ผ่านมาลงอย่างย่อยยับไม่มีชิ้นดี

ความทรงจำย้อนกลับไปในวันที่เราพบกันครั้งแรกที่ร้านหนังสือเก่าริมถนนพระอาทิตย์ ชายหนุ่มท่าทางอบอุ่น สุภาพ และแสนดีคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในจังหวะที่ฉันกำลังเคว้งคว้างจากการสูญเสียคุณยาย—ญาติเพียงคนเดียวในชีวิต เขากลายเป็นที่พึ่งพิง คอยกอดปลอบ มอบความอบอุ่น และทำให้ฉันเชื่อสนิทใจว่าโลกนี้ยังมีรักแท้ที่บริสุทธิ์ใจอยู่จริง

ที่แท้… ทั้งหมดนั้นไม่ใช่พรหมลิขิต

มันคือการวางแผนอย่างเลือดเย็นที่ถูกคำนวณมาตั้งแต่ก้าวแรก

ฉันยืนกลั้นหายใจหลังแนวพุ่มไม้หนา สายตาจับจ้องไปยังภาพเบื้องหน้า ศศิธรโน้มตัวลงจูบริมฝีปากของภพอย่างดูดดื่มต่อหน้ารถเข็นของลูกชายฉัน กวินทร์ส่งเสียงอ้อแอ้พลางเอื้อมมือป้อมๆ ไปแตะชายชุดคลุมผ้าไหมของเธอ ภาพนั้นช่างบาดลึกและกรีดเฉือนหัวใจคนเป็นแม่จนแหลกละเอียด ความโกรธแค้นปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงจนฉันอยากจะพุ่งตัวออกไป กระชากประตูรั้ว แล้วตะโกนด่าทอฉีกหน้าคนสารเลวทั้งคู่ให้สาสม

แต่ในเสี้ยววินาทีแห่งความบ้าคลั่ง สัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอดและสติที่หลงเหลืออยู่กลับรั้งฉันไว้

ถ้าฉันเปิดเผยตัวตอนนี้ ฉันจะได้อะไร?

ภพแข็งแรงกว่าฉัน ศศิธรมีทั้งอิทธิพล เงินทอง และบารมี ส่วนฉันคือผู้หญิงตัวคนเดียวที่ในสายตาของคนภายนอกกำลัง ‘เริ่มเสียสติ’ หากฉันโวยวายกลางดึก ภพย่อมสามารถสร้างเรื่องบิดเบือนได้ทันทีว่าฉันเกิดอาการคุ้มคลั่งวิ่งตามเขาออกมา และนั่นจะกลายเป็นหลักฐานชั้นดีที่ทำให้เขาพาตัวฉันส่งโรงพยาบาลจิตเวชได้เร็วยิ่งขึ้น คืนนี้ฉันจะเสียทั้งลูก ทั้งที่ดิน และอาจสูญสิ้นแม้กระทั่งอิสรภาพตลอดชีวิต

ฉันต้องถอย

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บหน้าอก บังคับมือที่สั่นเทาให้หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ปรับโหมดปิดเสียงและปิดแฟลช จากนั้นจึงยกกล้องขึ้นบันทึกวิดีโอผ่านช่องว่างของพุ่มไม้

เลนส์กล้องจับภาพใบหน้าของภพและศศิธรอย่างชัดเจน บันทึกเสียงพูดคุยของพวกเขาที่กำลังทบทวนแผนการจัดฉากเรื่องอาการทางจิตของฉัน เอกสารสอดไส้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และแผนการกำจัดฉันออกจากชีวิตเพื่อให้ศศิธรกลายเป็นแม่คนใหม่ของกวินทร์ ทุกคำพูด ทุกแววตาหยามเหยียด ทุกรอยยิ้มชั่วร้าย ถูกบันทึกไว้ในความจำของโทรศัพท์จนครบถ้วน

เมื่อภพเริ่มเข็นรถเข็นกลับเข้าไปในตัวบ้านเพื่อรอเวลาพากลับ ฉันจึงค่อยๆ ย่อตัวลง ถอยหลังก้าวช้าๆ ออกมาจากมุมมืดอย่างระมัดระวัง แล้ววิ่งกลับไปยังถนนใหญ่เพื่อโบกแท็กซี่กลับบ้านให้เร็วที่สุด

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้านหลังเดิมที่เคยคิดว่าเป็นรังรักอันแสนอบอุ่น ฉันรีบเปิดคอมพิวเตอร์ โอนไฟล์วิดีโอทั้งหมดขึ้นคลาวด์ส่วนตัวที่ภพไม่มีวันรู้รหัสผ่าน จากนั้นจึงส่งไฟล์สำรองไปยังอีเมลสำรองอีกสองบัญชี

ฉันเดินเข้าห้องน้ำ ล้างคราบน้ำตาออกจากใบหน้า มองตัวเองในกระจกเงา ดวงตาที่เคยสับสนและหวาดระแวงบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นประกายแข็งกร้าว ดุดัน และเยือกเย็น

‘แกไม่มีวันได้ที่ดินของยาย และแกไม่มีวันได้ลูกของฉันไป ภพ’ ฉันปฏิญาณกับตัวเองในความเงียบ

ฉันรีบถอดเสื้อคลุมออก ซ่อนกระเป๋าไว้ใต้ตู้เสื้อผ้า แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง แสร้งทำเป็นหลับใหลอย่างลึกซึ้งเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา

เกือบเที่ยงคืน เสียงประตูหน้าบ้านเปิดออกเบาๆ ตามด้วยเสียงฝีเท้าคุ้นเคยที่ก้าวขึ้นบันได ภพเปิดประตูห้องนอนเข้ามา เขาวางกวินทร์ลงในเปลข้างเตียงอย่างนุ่มนวล จากนั้นจึงเดินมาหยุดยืนข้างเตียงฉัน

ฉันนอนนิ่ง ชะลอจังหวะลมหายใจให้สม่ำเสมอที่สุด รับรู้ได้ถึงสายตาของเขาที่กำลังก้มมองลงมา เขายื่นมือมาลูบศีรษะฉันเบาๆ สัมผัสนั้นเคยทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย แต่ในค่ำคืนนี้ มันกลับน่าขยะแขยงจนฉันต้องสะกดกลั้นอาการคลื่นไส้อย่างสุดความสามารถ

— หลับให้สบายนะแพร… อีกไม่นานทุกอย่างก็จะจบลงแล้ว

เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอันเป็นหน้ากาก ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป

วันรุ่งขึ้น แผนการตอบโต้ของฉันเริ่มต้นขึ้นทันที

เมื่อภพออกไปทำงาน ฉันไม่ได้นั่งนิ่งรอคอยชะตากรรมอีกต่อไป ฉันเริ่มตรวจค้นห้องทำงานของเขาอย่างละเอียด ซึ่งปกติเขาจะล็อกลิ้นชักโต๊ะทำงานไว้เสมอ แต่เช้านี้ ฉันใช้กิ๊บดำสะเดาะกุญแจจนเปิดออก ภายในลิ้นชัก ฉันพบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ใต้กองสัญญาประเมินราคา

เมื่อเปิดดู ฉันก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่พบ

เอกสารด้านในคือสำเนาโฉนดที่ดินเขาใหญ่ของฉัน พร้อมแผนผังโครงการก่อสร้างรีสอร์ตหรูระดับหกดาวและสนามกอล์ฟขนาดใหญ่ของบริษัทในเครือศศิธร มูลค่าโครงการหลายพันล้านบาท!

ที่ดินผืนของยายที่ฉันถือครองอยู่นั้น แม้จะมีขนาดเพียงไม่กี่ไร่ แต่มันตั้งอยู่ตรง “จุดศูนย์กลาง” ของทางเข้าออกโครงการ หากไม่มีที่ดินแปลงนี้ โครงการยักษ์ใหญ่ทั้งหมดจะกลายเป็นที่ตาบอดและไม่สามารถขอใบอนุญาตก่อสร้างได้ ศศิธรพยายามกว้านซื้อที่ดินแปลงนี้มาตั้งแต่หกปีก่อนตั้งแต่ยายยังมีชีวิตอยู่ แต่ยายของฉันปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ภพก้าวเข้ามาในชีวิตฉัน

เขาถูกส่งมา หรือไม่ก็เสนอตัวเองเข้ามาเพื่อหลอกล่อให้ฉันตกหลุมรัก แต่งงาน และรอคอยจังหวะที่จะฮุบมรดกชิ้นนี้ไปประเคนให้หญิงชู้!

ยิ่งไปกว่านั้น ใต้แฟ้มเอกสารที่ดิน ฉันยังพบแผงยานิรนามที่ถูกแกะใช้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง ฉันใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปตัวยาและรหัสบนแผงไว้ จากนั้นจึงโทรปรึกษาเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เป็นเภสัชกร ผลการตรวจสอบทำให้ฉันแทบทรุด—มันคือยาประเภทระงับประสาทและยานอนหลับชนิดรุนแรง ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ทำให้สูญเสียความทรงจำระยะสั้น มีอาการสับสน มึนงง และหากได้รับสะสมในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้บุคลิกภาพแปรปรวนจนดูเหมือนคนเป็นโรคจิตเภทอย่างสมบูรณ์แบบ

เขาวางยาฉันในแก้วนมทุกคืนจริงๆ

ความชั่วร้ายของพวกเขามันลึกล้ำเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้

ฉันถ่ายสำเนาเอกสารทุกแผ่นอย่างประณีต เก็บทุกอย่างกลับคืนที่เดิมให้แนบเนียนที่สุด จากนั้นจึงรีบพากวินทร์ไปพบทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัวและคดีอาญา ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ไว้ใจได้ที่มหาวิทยาลัย

ทนายธนาอ่านเอกสารและดูหลักฐานวิดีโอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

— เรื่องนี้อันตรายมากนะแพร ทั้งสองคนนี้เตรียมการมาอย่างรอบคอบมาก การที่ภพสร้างประวัติว่าเธอมีอาการทางจิต มีการบันทึกคลิปตอนเธอสะลึมสะลือ มีการนัดหมายจิตแพทย์ไว้ล่วงหน้า ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตัดสิทธิ์การดูแลบุตรและตัดความสามารถในการทำนิติกรรมของเธอโดยเฉพาะ

— แพรต้องทำยังไงคะพี่ธนา? แพรยอมเสียทุกอย่างได้ แต่แพรจะไม่ยอมเสียลูก และแพรจะไม่ยอมให้พวกมันลอยนวล

— ถ้าเราแจ้งความตอนนี้ ศศิธรมีทีมทนายระดับแนวหน้า พวกเขาอาจจะดิ้นหลุดโดยอ้างว่าเป็นการเข้าใจผิด หรือโยนความผิดให้ภพคนเดียว ส่วนเรื่องยาก็พิสูจน์ยากถ้าไม่มีหลักฐานคาหนังคาเขา สิ่งที่เราต้องทำคือ “ซ้อนแผน” ให้พวกเขาลงมือจนถึงขั้นตอนสุดท้าย แล้วจับให้ได้แบบดิ้นไม่หลุด

พี่ธนาวางแผนการอย่างรัดกุม ขั้นแรก ฉันต้องไปตรวจเลือดและปัสสาวะที่โรงพยาบาลศูนย์นิติเวชอย่างเป็นความลับเพื่อตรวจหาสารตกค้างของตัวยาดังกล่าว ซึ่งผลตรวจออกมาพบสารเคมีในปริมาณสูงพอที่จะใช้เป็นหลักฐานการวางยาพิษในชั้นศาลได้ทันที

ขั้นที่สอง ฉันต้องเล่นละครต่อไป ทำตัวเป็นเหยื่อที่กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ

ตลอดสี่วันต่อมา ทุกคืนที่ภพยื่นแก้วนมให้ ฉันจะแสร้งทำเป็นดื่มอย่างว่าง่าย ก่อนจะแอบเททิ้งลงในกระบอกน้ำสุญญากาศที่ซ่อนไว้เพื่อเก็บน้ำนมเหล่านั้นไว้เป็นวัตถุพยานเพิ่มเติม และในตอนเช้า ฉันจะแกล้งทำตัวเหม่อลอย เดินชนข้าวของ พูดจาวกวน และทำท่าจำอะไรไม่ได้ ภพมองดูอาการของฉันด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ เขายิ้มอย่างผู้ชนะโดยไม่รู้เลยว่า ทุกการกระทำของเขากำลังถูกจับตามอง

จนกระทั่งถึงวันนัดหมายสำคัญ

ภพกลับมาบ้านในชุดสูทเรียบร้อย เขาบอกฉันด้วยน้ำเสียงที่เสแสร้งแสดงความห่วงใยอย่างที่สุด

— วันนี้ผมลางานช่วงบ่ายนะแพร ผมนัดคุณหมอผู้เชี่ยวชาญไว้ให้แล้ว เราไปตรวจสุขภาพจิตกันหน่อยนะ คุณจะได้สบายใจขึ้น

ฉันก้มหน้างุด แกล้งทำมือสั่นเทา

— ฉัน… ฉันต้องไปจริงๆ เหรอภพ ฉันกลัว

— ไม่ต้องกลัวนะที่รัก ผมอยู่ข้างๆ คุณเสมอ ผมทำทุกอย่างก็เพื่อคุณและลูกนะ

คำว่า ‘เพื่อลูก’ ที่หลุดออกมาจากปากของเขาทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบทนไม่ไหว แต่ฉันก็พยักหน้ารับอย่างจำยอม

ภพพาฉันไปที่คลินิกจิตเวชเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนเขาจะได้ติดต่อนัดแนะกับแพทย์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ในระหว่างการซักประวัติ ภพเป็นคนพูดแทนฉันเกือบทั้งหมด เขาเล่าเรื่องราวเท็จอย่างเป็นวรรคเป็นเวร ทั้งเรื่องที่ฉันทำร้ายตัวเอง เดินละเมอ และเริ่มจำลูกไม่ได้ โดยมี “สมุดบันทึกอาการ” ที่เขาแต่งขึ้นเองยื่นให้แพทย์ดูเป็นหลักฐาน

เมื่อแพทย์ขอให้ฉันทำแบบประเมิน ฉันแกล้งเขียนคำตอบอย่างสับสน ลายมือสั่นโย้เย้ตามบทบาทที่ซ้อมไว้ แพทย์มีสีหน้ากังวลและสรุปว่าฉันมีภาวะสูญเสียการรับรู้ความเป็นจริงอย่างรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและควรพักรักษาตัวในสถานพยาบาลเฉพาะทาง

จังหวะนั้นเอง ภพก็หยิบเอกสารชุดหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอกสาร

— คุณหมอครับ ในระหว่างที่แพรต้องเข้ารับการบำบัด ผมในฐานะสามีคงต้องรับหน้าที่จัดการทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผมเลยเตรียมเอกสารมอบอำนาจทั่วไปและเอกสารยินยอมไว้ให้เธอเซ็นก่อนที่สติของเธอจะเลอะเลือนไปมากกว่านี้

ภพหันมาหาฉัน ส่งปากกาให้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกดดันแต่แฝงความหวานเคลือบยาพิษ

— เซ็นตรงนี้นะแพร เอกสารยินยอมให้ผมดูแลการรักษาของคุณ แล้วก็เอกสารค่าใช้จ่าย… ไม่ต้องกังวลนะ เซ็นชื่อตรงที่มีแท็กสีเหลืองติดไว้ให้หมดเลย

ฉันมองกองเอกสารหนาเตอะ ตรงจุดที่มีแท็กสีเหลืองแปะอยู่นั้น มีหน้าหนึ่งที่ถูกสอดไส้ไว้อย่างแนบเนียน มันคือ ‘หนังสือมอบอำนาจและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเขาใหญ่’ ที่ระบุชื่อผู้รับมอบอำนาจคือภพ และยินยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินถึงสิบเท่า โดยมีชื่อผู้ซื้อปลายทางคือ บริษัทในเครือของศศิธร วิริยะสกุล

วินาทีนั้น ความอดทนของฉันสิ้นสุดลง

ฉันรับปากกามา วางปลายปากกาลงบนกระดาษแผ่นนั้น ภพโน้มตัวเข้ามาใกล้ ลมหายใจของเขาเริ่มกระชั้นชิดด้วยความตื่นเต้นที่ใกล้จะบรรลุเป้าหมายที่รอคอยมานานหลายปี

แต่แทนที่จะเซ็นชื่อ ฉันกลับวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กริ๊ก’

— มีอะไรเหรอแพร? รีบเซ็นสิ หมอเขาจะได้ทำเรื่องส่งตัว

ภพเอ่ยเร่ง เสียงของเขาเริ่มมีร่องรอยของความหงุดหงิด

ฉันค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบสายตากับเขาตรงๆ แววตาหวาดกลัวและเลื่อนลอยหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสายตาที่คมกริบและเยือกเย็นจนภพถึงกับชะงักไป

— ทำไมฉันต้องเซ็นยกที่ดินของยายให้คุณเอาไปประเคนให้ศศิธรด้วยล่ะ ภพ?

ห้องตรวจทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า

สีหน้าของภพเปลี่ยนจากความกระตือรือร้นกลายเป็นความตื่นตระหนก ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว

— พะ…แพร คุณพูดเรื่องบ้าอะไรของคุณ? คุณเริ่มเพ้อเจ้ออีกแล้วนะ! คุณหมอครับ ดูสิครับ เธอเริ่มมีอาการประสาทหลอนแล้ว!

— ฉันไม่ได้ประสาทหลอน — ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่นิ่งสนิท — และยานอนหลับชนิดรุนแรงที่คุณแอบผสมในนมให้ฉันดื่มทุกคืน ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ฉันก็ไม่ได้ดื่มมันมาตั้งแต่วันที่ฉันรู้ความจริงแล้ว

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา วางลงบนโต๊ะตรงหน้าแพทย์ แล้วกดเปิดคลิปวิดีโอ

เสียงของภพและศศิธรที่คุยกันหน้าคฤหาสน์ดังก้องออกมาจากลำโพงอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ทั้งเรื่องการวางยา เรื่องการจัดฉากหลอกจิตแพทย์ เรื่องการฮุบที่ดิน และประโยคเด็ดที่ว่า ‘อย่าให้เธอรู้ว่าเหตุผลจริงๆ ที่จีบเธอคืออะไร’

แพทย์ที่นั่งอยู่อีกฝั่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบถอยเก้าอี้ออกห่างจากภพทันที

— มะ…ไม่จริง! คุณตัดต่อคลิป! คุณบ้าไปแล้วแพร! — ภพลุกขึ้นพรวดพราด ปัดเอกสารบนโต๊ะกระจาย พยายามจะพุ่งเข้ามาแย่งโทรศัพท์จากมือฉัน

แต่ก่อนที่มือของเขาจะแตะถึงตัวฉัน ประตูห้องตรวจก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง

นายตำรวจนอกเครื่องแบบสามนายพร้อมด้วยทนายธนาก้าวเข้ามาในห้องทันที ตำรวจสองนายเข้าชาร์จตัวภพและกดเขาลงกับพื้นโต๊ะอย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะทันได้ตั้งตัว

— ภพ อัศวโภคิน คุณถูกจับกุมในข้อหาพยายามฆ่าโดยการวางยาพิษ, ปลอมแปลงและพยายามใช้เอกสารปลอมเพื่อฉ้อโกงทรัพย์สิน และกักขังหน่วงเหนี่ยว — เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศเสียงดังกร้าวพลางใส่กุญแจมือเขา

— ปล่อยผม! พวกคุณเข้าใจผิด! นังนี่มันบ้า! มันสร้างเรื่อง! — ภพดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ตะโกนเสียงหลง ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาและอบอุ่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและความกลัว — แพร! เธอทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ! ฉันเป็นสามีเธอ! ฉันเป็นพ่อของลูกเธอนะ!

ฉันลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปยืนตรงหน้าเขา มองดูผู้ชายที่ฉันเคยรักสุดหัวใจกำลังนอนคุดคู้อยู่ใต้ร่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

— คุณไม่เคยรักฉัน ภพ — ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความลังเล — คุณเข้ามาในชีวิตฉันด้วยความโลภ และคุณเห็นลูกเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการแบล็กเมล์และสร้างภาพ ฉันมีผลตรวจสารพิษในเลือดจากนิติเวช มีตัวอย่างนมที่คุณผสมยาไว้ และมีคลิปนี้… คุณไม่มีทางรอด

ภพมองฉันด้วยสายตาเคียดแค้นอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน

— คิดว่าเธอชนะแล้วเหรอแพร?! — เขาหัวเราะเยาะทั้งน้ำตา — คุณศศิธรมีอำนาจล้นฟ้า ทนายของเธอจะช่วยฉัน และเธอจะบดขยี้เธอให้จมดิน! เธอไม่มีวันสู้เงินของเธอได้หรอก!

ฉันมองเขาด้วยความเวทนา

— งั้นคุณคงยังไม่รู้สินะ ว่าตอนนี้ที่คฤหาสน์ของศศิธร กำลังเกิดอะไรขึ้น

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทนายธนาเปิดหน้าจอแท็บเล็ตให้ภพดู

มันคือการถ่ายทอดสดข่าวด่วนทางโทรทัศน์

ภาพบนหน้าจอคือภาพของตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามกำลังนำกำลังเข้าตรวจค้นคฤหาสน์หรูย่านสุขุมวิทของศศิธร วิริยะสกุล และกำลังควบคุมตัวเธอในสภาพที่ใบหน้าซีดเซียว ไร้เครื่องสำอาง นำตัวขึ้นรถตู้ของตำรวจ

— ข่าวแจ้งว่า ตำรวจได้บุกจับกุมคุณศศิธรในข้อหาจ้างวานและร่วมกันพยายามฆ่า รวมถึงข้อหาฉ้อโกงประชาชนและการฟอกเงิน — ทนายธนาอธิบายด้วยรอยยิ้มเย็น — เพราะเมื่อเช้านี้ เราไม่ได้ส่งหลักฐานแค่เรื่องวางยาให้ตำรวจ แต่เราได้ส่งข้อมูลเส้นทางการเงินที่ภพแอบโอนเข้าบัญชีลับ และแผนการทุจริตโครงการที่ดินเขาใหญ่ทั้งหมดไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย ศศิธรถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังและพบการฟอกเงินมหาศาล เธอไม่มีเวลามาช่วยคุณหรอกภพ… เธอเองก็เอาตัวไม่รอด

ดวงตาของภพเบิกกว้าง ความหวังสุดท้ายพังทลายลงในพริบตา เขาทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ปล่อยให้ตำรวจลากตัวออกไปจากห้องตรวจโดยไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้อีกเลย

สามเดือนต่อมา…

สายลมเย็นสดชื่นพัดผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี กลิ่นไอดินและธรรมชาติบริสุทธิ์ของเขาใหญ่โอบล้อมรอบตัวฉัน

ฉันยืนมองผืนดินอันกว้างใหญ่ มรดกตกทอดจากคุณยายที่เกือบจะหลุดลอยไปเพราะความไว้ใจและความรักที่ตาบอด บัดนี้ ที่ดินแปลงนี้ไม่ได้ถูกสร้างเป็นรีสอร์ตหรูหรือคาสิโนของคนรวย แต่ฉันได้เริ่มปรับปรุงมันให้กลายเป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์และศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติเล็กๆ ตามความฝันที่คุณยายเคยเล่าให้ฟังเมื่อตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

คดีความในศาลดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ด้วยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และคลิปวิดีโอที่แน่นหนา ภพถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาหลายสิบปีในข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและข้อหาฉ้อโกง ศาลมีคำสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของเขาทั้งหมด ส่วนศศิธร นอกจากจะต้องเผชิญหน้ากับโทษจำคุกในคดีร่วมกันพยายามฆ่าแล้ว ธุรกิจทั้งหมดของเธอยังถูกอายัดและล้มละลายจากคดีฟอกเงินและทุจริตที่ดิน ชื่อเสียงและเกียรติยศที่เธอเคยภาคภูมิใจพังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี

เสียงหัวเราะใสๆ ดังก้องขึ้นขัดจังหวะความคิด

ฉันหันกลับไปมอง เด็กชายกวินทร์ในวัยหนึ่งขวบเศษกำลังเตาะแตะอยู่บนผืนหญ้านุ่ม ใบหน้ากลมป้อมเปื้อนยิ้มสดใส แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อด้วยสุขภาพที่ดี ลูกวิ่งเข้ามาหาฉันแล้วโผเข้ากอดขาฉันไว้แน่น

ฉันย่อตัวลง อุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอก สูดกลิ่นหอมสะอาดจากกระหม่อมของเขาด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก

ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังอาจจะทิ้งบาดแผลเป็นรอยลึกไว้ในใจ แต่มันไม่อาจทำลายชีวิตของฉันได้อีกต่อไป การตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลที่ถูกครอบงำด้วยยาพิษและคำลวง ทำให้ฉันได้ค้นพบความแข็งแกร่งที่แท้จริงในตัวเอง—ความแข็งแกร่งของคนเป็นแม่ที่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเลือดเนื้อเชื้อไขของตน

ท้องฟ้ายามเย็นเหนือทิวเขาใหญ่ทอประกายแสงสีทองอบอุ่น

ฉันกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด ส่งยิ้มให้ลูกชายสุดที่รัก

— ต่อไปนี้จะไม่มีใครมาทำร้ายเราได้อีกแล้วนะลูก… เราได้ชีวิตของเรากลับคืนมาแล้ว

Leave a Comment