ฉันตัดสินใจหย่าทั้งที่กำลังตั้งครรภ์ได้สามเดือน เมื่อสามีของฉันพูดขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “รีบเซ็นซะ นลิน ฉันกำลังรีบ” ฉันซ

ฉันตัดสินใจหย่าทั้งที่กำลังตั้งครรภ์ได้สามเดือน เมื่อสามีของฉันพูดขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “รีบเซ็นซะ นลิน ฉันกำลังรีบ” ฉันซ่อนภาพอัลตราซาวด์ไว้ในกระเป๋า จรดปลายปากกาลงชื่อโดยไม่โต้เถียงแม้แต่คำเดียว แล้วหายตัวไปจากชีวิตของเขาอย่างไร้ร่องรอย สิบปีต่อมา เขาขึ้นไปบนเวทีเพื่อมอบรางวัลให้กับเด็กอัจฉริยะคนหนึ่ง—โดยไม่รู้เลยว่า เด็กที่เขากำลังจับมืออยู่นั้น คือสายเลือดแท้ๆ ของตัวเอง

“รีบเซ็นตอนนี้เลย นลิน ฉันต้องรีบไปสนามบินสุวรรณภูมิ มีคนกำลังรอฉันอยู่”

คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ฉันตระหนักได้ว่า ชีวิตคู่ของเราได้ตายจากไปนานแล้ว

ภคิน เลิศวรโชติ เลื่อนเอกสารการหย่ามาตรงหน้าฉัน

เราแต่งงานกันมาหกปีเต็ม

และตอนนี้ ฉันกำลังตั้งท้องลูกของเขาได้เกือบสามเดือน

เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย

ในกระเป๋าสะพายของฉันมีซองสีขาว ข้างในคือภาพอัลตราซาวด์ใบแรกของลูกเรา เดิมทีฉันตั้งใจจะบอกความจริงกับเขาหลังจากเราคุยกันเรื่องเอกสาร

แต่ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น

ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอเป็นชื่อที่คุ้นเคยจนกรีดลึกในใจ

‘อริน’

รักแรกและคนในใจตั้งแต่วัยเด็กของเขา ผู้หญิงที่ครอบครัวของเขาเฝ้าพูดถึงอยู่เสมอ ราวกับว่าหกปีที่ผ่านมา ฉันเป็นเพียงคนที่เข้ามาแย่งที่ของเธอชั่วคราวเท่านั้น

ภคินกดรับสายแทบจะในวินาทีนั้น

“ครับ ผมกำลังจะเสร็จธุระแล้ว… เดี๋ยวรีบไปรับที่สนามบินนะ”

น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและทะนุถนอมในพริบตา น้ำเสียงแบบที่เขาไม่เคยใช้กับฉันมาเนิ่นนาน

พอวางสาย เขาก็ชี้ไปที่เอกสารตรงหน้า

“บ้านพักตากอากาศที่หัวหินกับรถ ฉันยกให้เธอทั้งหมด แล้วฉันจะโอนเงินให้อีกสามสิบล้านบาทเข้าบัญชี จะได้ไม่มีปัญหาอะไรตามมาอีกในภายหลัง”

สายตาของฉันสะดุดเข้ากับข้อความหนึ่งในสัญญา:

“ทั้งสองฝ่ายขอยืนยันว่า ไม่มีบุตรร่วมกันในระหว่างการสมรส”

มือของฉันกำกระเป๋าสะพายแน่นขึ้น

“คุณรีบขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”

ภคินถอนหายใจยาวอย่างหมดความอดทน

“อรินเพิ่งบินกลับมาจากลอนดอนหลังจากไปอยู่เกือบเจ็ดปี เธอตัวคนเดียวและต้องการคนดูแล”

ฉันมองหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะสามี

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา… คุณเคยรักฉันบ้างไหม?”

เขาแสดงสีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด

“อย่ามาถามอะไรไร้สาระเหมือนเด็กๆ หน่อยเลย”

วินาทีนั้นเอง ฉันตัดสินใจที่จะไม่หยิบซองอัลตราซาวด์ออกมาอีกต่อไป

ฉันจรดปลายปากกาลงชื่อ

นลิน มณีรัตน์

สองคำสั้นๆ ที่ปิดฉากชีวิตสมรสหกปีลงอย่างสมบูรณ์

ภคินหยิบเอกสารทั้งหมดแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง

สามเดือนต่อมา ฉันย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่เงียบๆ ที่เชียงใหม่

อีกหกเดือนให้หลัง เด็กชาย ‘เมธัส’ ก็ลืมตาดูโลก

เขามีดวงตาสีดำสนิทเหมือนภคิน มีรูปคางแบบเดียวกัน และเมื่อโตขึ้น แม้กระทั่งรอยย่นตรงหัวคิ้วเวลาใช้ความคิดก็ถอดแบบมาจากพ่อของเขาไม่มีผิดเพี้ยน

ฉันสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาจากศูนย์ เลี้ยงดูลูกด้วยความรัก และไม่เคยพูดถึงพ่อของเขาในแง่ลบให้ลูกได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว

เวลาผ่านไปเกือบสิบปี

เมธัสได้รับทุนการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติชั้นนำในกรุงเทพฯ และเพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ระดับเยาวชน จากการคิดค้นระบบบำบัดและหมุนเวียนน้ำอัจฉริยะ

ฉันนั่งอยู่ในแถวหน้าของหอประชุมเพื่อร่วมพิธีมอบเกียรติบัตร

อาจารย์ใหญ่ก้าวขึ้นมาหน้าไมโครโฟน

“ในวันนี้ ทางโรงเรียนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากประธานกรรมการผู้สนับสนุนหลักของศูนย์วิจัยแห่งใหม่ ผู้บริจาคเงินจำนวนหนึ่งร้อยล้านบาทให้กับโครงการนี้…”

ประตูข้างเวทีเปิดออก

มือของฉันเย็นเฉียบไปทั้งสองข้างในทันที

ภคิน เลิศวรโชติ ก้าวเข้ามาในห้องประชุมในชุดสูทภูมิฐาน

เขาไม่เห็นฉันที่นั่งอยู่ด้านล่าง

เขาก้าวขึ้นไปบนเวทีเพื่อเป็นผู้มอบรางวัลด้วยตัวเอง

“รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ เด็กชายเมธัส มณีรัตน์”

ลูกชายของฉันก้าวออกไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ

ภคินยิ้มพลางยื่นเกียรติบัตรให้ แต่เมื่อสายตาของเขาประสานเข้ากับใบหน้าของเด็กตรงหน้าอย่างใกล้ชิด

รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป

ดวงตาคู่นั้น

สันจมูกนั้น

และรูปคางนั้น

“หนูชื่ออะไรนะ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“เมธัส มณีรัตน์ ครับ”

“อายุเท่าไหร่แล้ว?”

“เก้าขวบครับ”

ฉันเห็นแววตาของภคินกำลังคำนวณช่วงเวลาในหัวอย่างรวดเร็ว

จากนั้น สายตาของเขาก็กวาดมองลงมายังผู้ปกครองด้านล่างเวทีอย่างร้อนรน…

จนกระทั่ง สายตาคู่นั้นหยุดลงที่ฉัน

ดวงตาของเราสบกันเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสิบปี

ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือดในชั่วพริบตา

ตรงนั้นเองที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า เด็กอัจฉริยะที่เขากำลังจับมืออยู่ต่อหน้าผู้คนทั้งหอประชุม… แท้จริงแล้วคือเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเขาเอง

ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

ความเงียบงันที่ทิ้งตัวลงกลางหอประชุมใหญ่ของโรงเรียนนานาชาติ ให้ความรู้สึกราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น แม้เสียงปรบมือจากบรรดาผู้ปกครองและคณาจารย์จะยังคงดังกึกก้อง แต่สำหรับภคินแล้ว เสียงเหล่านั้นกลับอื้ออึงและพร่าเลือนไปในชั่วขณะ

มือของเขาที่กำลังยื่นเกียรติบัตรค้างอยู่สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม

เขามองเด็กชายตรงหน้า สลับกับผู้หญิงที่นั่งนิ่งสงบอยู่ตรงแถวหน้าของที่นั่งผู้ปกครอง

เด็กชายเมธัส มณีรัตน์… นามสกุลเดิมของเธอ

อายุเก้าขวบ… หากนับย้อนเวลากลับไปเมื่อเกือบสิบปีก่อน วันที่เขาโยนเอกสารการหย่าลงบนโต๊ะกาแฟ วันที่เขาขับรถมุ่งหน้าไปสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อรับอริน… ในตอนนั้น นลินกำลังอุ้มท้องลูกของเขาอยู่!

“คุณลุงครับ?” เสียงใสกระจ่างของเมธัสเอ่ยทักขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่ตรงหน้าไม่ยอมปล่อยมือออกจากแฟ้มเกียรติบัตรเสียที ทั้งยังจ้องมองตนเองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนสับสน

“อ… อ่า ยินดีด้วยนะ เก่งมาก” ภคินเค้นเสียงแหบพร่าออกจากลำคออย่างยากลำบาก เขาพยายามปั้นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวเพื่อรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าแสงแฟลชของช่างภาพโรงเรียน แต่สายตาของเขากลับไม่อาจละไปจากใบหน้าของเด็กชายได้เลย

ดวงตาสีดำสนิทที่มีแววเด็ดเดี่ยว สันจมูกโด่ง รอยยิ้มตรงมุมปาก หรือแม้แต่ขวัญบนศีรษะ… มันเหมือนกับกำลังมองกระจกสะท้อนเงาของตัวเองในวัยเยาว์ไม่มีผิดเพี้ยน

เมื่อพิธีการบนเวทีสิ้นสุดลง นักเรียนทยอยเดินลงมารวมกลุ่มกับครอบครัว นลินลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอสวมชุดกระโปรงผ้าลินินสีครีมเรียบหรู ใบหน้าที่ปราศจากการแต่งแต้มจัดจ้านยังคงดูงดงาม อ่อนโยน ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นและสง่างามที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในอดีต ในอดีต นลินที่เขาจำได้คือผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่คอยพะวงอยู่แต่ในบ้าน คอยทำกับข้าวรอเขากลับดึก และมองเขาด้วยแววตาเว้าวอนร้องขอความรักอยู่เสมอ

แต่นลินในวันนี้… เปล่งประกายด้วยความเข้มแข็งของคนที่ยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง

“แม่ครับ! เมทำได้แล้ว!” เมธัสวิ่งโผเข้ามากอดเอวของเธอด้วยความดีใจ

นลินยิ้มหวาน ลูบศีรษะลูกชายเบาๆ “แม่ภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลยจ้ะ เก่งมากลูก”

“นลิน…”

เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความสั่นเครือดังขึ้นจากด้านหลัง นลินไม่ได้ตกใจ เธอค่อยๆ หันกลับมาสบสายตาของอดีตสามีอย่างสงบนิ่ง แววตาของเธอไม่มีความโกรธแค้น ไม่มีความหวาดกลัว และที่สำคัญที่สุด… มันไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความโหยหาเหลืออยู่อีกต่อไป

“สวัสดีค่ะ คุณภคิน” คำทักทายที่สุภาพและห่างเหินราวกับคนแปลกหน้า บาดลึกลงไปในความรู้สึกของภคินอย่างจัง

“เด็กคนนี้… เมธัส…” ภคินกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ ดวงตาคู่คมของเขาแดงก่ำ หัวใจเต้นกระหน่ำจนเจ็บหน้าอก “เขาเป็น… ลูกของฉันใช่ไหม?”

นลินมองเขานิ่งๆ ก่อนจะหันไปหาลูกชาย “เมธัสครับ ลูกเอาเกียรติบัตรไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาเซ็นรับรองเอกสารทุนการศึกษาที่ห้องพักครูก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่ตามไป”

“ได้ครับแม่ สวัสดีครับคุณลุง” เมธัสยกมือไหว้ภคินอย่างมีมารยาทตามที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี ก่อนจะวิ่งตื๋อออกไปพร้อมกับเพื่อนๆ

เมื่อเหลือกันเพียงสองคนในมุมสงบของโถงทางเดิน ภคินก้าวเข้ามาใกล้เธออีกหนึ่งก้าว ลมหายใจของเขาติดขัด “ตอบฉันมาสิ นลิน! เมธัสคือลูกของฉันใช่ไหม ทำไมเธอไม่เคยบอกฉันเลย ทำไมเธอถึงซ่อนเขาไว้แบบนี้มาตลอดสิบปี!”

นลินแค่นยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชในโชคชะตา “ซ่อนเหรอคะ? ฉันไม่เคยซ่อนใครทั้งนั้นค่ะ คุณภคิน”

“แล้วทำไมในเอกสารการหย่าวันนั้น ถึงระบุว่าเราไม่มีลูกด้วยกัน!” ภคินขึ้นเสียงเล็กน้อยด้วยความกดดันที่ถาโถม “เธอรู้ใช่ไหมว่าตอนนั้นเธอกำลังท้อง!”

“ฉันรู้ค่ะ ฉันรู้ตั้งแต่วันที่ฉันไปโรงพยาบาลคนเดียว ในขณะที่คุณติดประชุม… หรือความจริงคุณอาจจะกำลังคุยโทรศัพท์กับคุณอรินอยู่” นลินสบตาเขาตรงๆ ไม่มีแม้แต่การหลบเลี่ยง “ในวันนั้น บนโต๊ะทำงานของคุณ ในกระเป๋าของฉันมีซองภาพอัลตราซาวด์เตรียมไว้จะบอกคุณ แต่คุณพูดว่าอะไรล่ะคะ? คุณบอกว่า ‘รีบเซ็นซะ นลิน ฉันกำลังรีบ อรินกำลังรอฉันอยู่ที่สุวรรณภูมิ’ แล้วคุณก็เลื่อนสัญญาที่เขียนไว้เสร็จสรรพมาให้ฉันเซ็น”

ภคินชะงักงัน คำพูดเหล่านั้นเหมือนคมมีดที่สะท้อนกลับมาแทงใจดำของตัวเอง

“คุณบอกฉันว่า อย่าถามอะไรไร้สาระเหมือนเด็กๆ ตอนที่ฉันถามว่าคุณเคยรักฉันบ้างไหม” นลินเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง “ในเมื่อผู้ชายคนหนึ่งไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของหัวใจให้ฉัน และกำลังจะรีบวิ่งไปหาผู้หญิงอีกคน คุณคิดว่าฉันควรจะเอาลูกที่บริสุทธิ์ไปเป็นเครื่องมือรั้งผู้ชายที่หมดใจอย่างคุณไว้เหรอคะ?”

“แต่นั่นมันลูกของฉันนะ!” ภคินละล่ำละลัก แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว “ฉันมีสิทธิ์ที่จะรู้! ฉันเป็นพ่อของเขานะ นลิน!”

“สิทธิ์ของคุณมันหมดไปตั้งแต่วินาทีที่คุณเดินหันหลังออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามองแล้วค่ะ” นลินตอบอย่างเด็ดขาด “ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เมธัสเติบโตขึ้นมาด้วยความรักของฉัน ฉันทำงานหนัก ฉันสร้างธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองที่เชียงใหม่ ฉันเป็นทั้งพ่อและแม่ เป็นคนที่คอยเช็ดน้ำตาเวลาเขาหกล้ม เป็นคนที่นั่งอ่านหนังสือนิทานให้เขาฟังทุกคืน แล้วคุณล่ะคะ… คุณไปอยู่ที่ไหนมา?”

คำถามนั้นทำให้ภคินถึงกับพูดไม่ออก ลำคอตีบตันราวกับมีก้อนหินมาจุกไว้

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตอยู่กับอะไรกันแน่?

หลังจากหย่ากับนลิน เขาพาอรินเข้ามาในชีวิต ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อชดเชยเวลาที่ห่างหายกันไป แต่ไม่นานนัก ความเป็นจริงก็เริ่มปรากฏ อรินที่เขารักในวัยเยาว์ไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป เธอเคยชินกับความสะดวกสบาย เรียกร้องความสนใจ และเมื่อธุรกิจของเขาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อห้าปีก่อน อรินก็เลือกที่จะเก็บกระเป๋าและย้ายไปแต่งงานใหม่กับนักธุรกิจชาวต่างชาติ ทิ้งเขาไว้กับความว่างเปล่า คฤหาสน์หลังใหญ่ที่เงียบเหงา และงานที่ถมตัวจนแทบไม่มีเวลาหายใจ

เขาเคยคิดว่าความสำเร็จและเงินทองนับหมื่นล้านจะเติมเต็มช่องว่างในอกได้ แต่ในวันนี้ เมื่อเขาได้เห็นเด็กชายที่มีสายเลือดของเขา มีแววตาและรอยยิ้มเหมือนเขา แต่กลับมองเขาเป็นเพียง ‘คุณลุงใจดีที่มามอบทุน’ หัวใจของเขากลับแตกสลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี

“นลิน… ฉันขอโทษ” น้ำตาของลูกผู้ชายที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเอ่อล้นคลอเบ้า “ฉันรู้ว่าฉันผิด ฉันมันโง่เองที่มองข้ามสิ่งที่มีค่าที่สุดไป แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้ว… ให้โอกาสฉันได้ทำหน้าที่พ่อนะ ให้ฉันได้ชดเชยให้ลูก ให้ฉันได้ดูแลเธอทั้งสองคน ฉันมีพร้อมทุกอย่าง โรงเรียนที่ดีที่สุด ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเลิศวรโชติ ฉันจะยกให้เมธัสคนเดียวทั้งหมดเลย!”

“เงินของคุณซื้อเวลาสิบปีที่หายไปไม่ได้หรอกค่ะ คุณภคิน” นลินถอนหายใจยาว แววตาของเธอแสดงออกถึงความเหนื่อยหน่ายมากกว่าความสะใจ “เมธัสไม่ต้องการเงินร้อยล้านของคุณ เขาสอบชิงทุนได้ด้วยความสามารถของเขาเอง เขามีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายของเรา และที่สำคัญ… ชีวิตของเขาไม่เคยขาดความรักเลยแม้แต่วันเดียว”

“แต่เขาควรมีพ่อ!” ภคินอ้อนวอน น้ำเสียงสั่นเครือ “เธอจะปล่อยให้ลูกโตมาโดยไม่มีพ่อเหรอ?”

“เขามีพ่อค่ะ เพียงแต่พ่อของเขาในความทรงจำ คือคนที่จากไปอย่างสงบและทิ้งความทรงจำดีๆ ไว้ให้เขา ไม่ใช่ผู้ชายที่ทอดทิ้งแม่ของเขาเพื่อไปหาผู้หญิงอื่น” นลินมองหน้าเขาด้วยสายตาที่ชัดเจนและแน่วแน่ “ฉันไม่เคยปลูกฝังความเกลียดชังให้ลูก ฉันบอกเขาเสมอว่าเขาเกิดมาจากความรัก และนั่นทำให้เขากลายเป็นเด็กที่จิตใจดี อบอุ่น และมั่นคงอย่างที่คุณเห็นในวันนี้”

“แล้วทำไม… ทำไมถึงให้โอกาสฉันไม่ได้ล่ะ?” หยดน้ำตาไหลรินลงมาตามร่องแก้มของภคิน เขาไม่สนใจอีกต่อไปว่าใครจะมองมาที่เขา ชายผู้เป็นมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่กำลังยืนอ้อนวอนอดีตภรรยาอย่างน่าเวทนา

“เพราะคุณไม่ได้อยากเป็นพ่อของเขาเพราะความรักตั้งแต่แรกค่ะ คุณแค่อยากชดเชยความรู้สึกผิดของตัวเอง คุณเห็นเขาเป็นเด็กอัจฉริยะ เห็นเขาเป็นทายาทที่สมบูรณ์แบบที่คุณตามหามาตลอดชีวิตต่างหาก”

คำพูดของนลินตัดลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ ภคินสะอึก เขาเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว

ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าเล็กๆ ก็วิ่งกลับเข้ามา

“แม่ครับ! ครูใหญ่เซ็นเอกสารให้เรียบร้อยแล้วครับ แล้วครูยังบอกอีกว่า…” เมธัสชะงักไปเมื่อเห็นสีหน้าของภคินที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา เด็กชายเอียงคอด้วยความสงสัย “คุณลุงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ? ไม่สบายตรงไหนไหมครับ?”

เมธัสหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กสีฟ้าที่มีรอยปักรูปต้นไม้ออกจากกระเป๋ากางเกง แล้วยื่นส่งให้ภคินด้วยความไร้เดียงสาและเปี่ยมไปด้วยความเอื้อเฟื้อ

ภคินมองผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น มือของเขาสั่นระริกขณะรับมันมา ลายปักนั้น… เขาจำได้ดี นลินชอบปักผ้าแบบนี้ให้เขาในอดีต

เขามองสบตากับลูกชาย สายเลือดที่เขาทอดทิ้งไปอย่างไม่ไยดีเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้กลับยื่นความเมตตาและอบอุ่นมาให้เขาโดยไม่รู้ตัวว่าชายตรงหน้าคือใคร

ภคินทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเด็กชาย เพื่อให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน

“ขอบใจนะ… ขอบใจมากนะ เมธัส” ภคินพูดพลางพยายามกลั้นเสียงสะอื้น “ลุง… ลุงไม่ได้เป็นอะไรหรอก แค่ดีใจ… ดีใจที่ได้เห็นคนเก่งแบบหนู”

เมธัสยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกาย “ขอบคุณครับคุณลุง วันนี้ผมดีใจมากเลยครับที่ได้รับรางวัลจากผู้สนับสนุนใหญ่แบบคุณลุง แม่สอนผมเสมอว่า ถ้าเราตั้งใจทำความดีและใช้ปัญญาช่วยเหลือคนอื่น สักวันหนึ่งจะมีคนเห็นคุณค่าครับ”

คำพูดของเด็กชายวัยเก้าขวบกระแทกกระทั้นหัวใจของภคินจนชาหนึบ

นลินเลี้ยงดูลูกได้ดีเหลือเกิน… ดีจนเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอื้อมมือเข้าไปแตะต้องความงดงามนั้นได้เลย

ภคินเงยหน้าขึ้นมองนลินอีกครั้ง แววตาของเธอสงบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยคำเตือนที่ชัดเจน เธอไม่ได้ห้ามไม่ให้เขาพูดความจริง แต่สายตาคู่นั้นกำลังบอกเขาว่า หากเขาทำลายโลกที่สงบสุขและงดงามของลูกด้วยความเห็นแก่ตัวของตัวเอง เขาจะไม่ใช่แค่คนที่น่ารังเกียจ แต่เขาจะกลายเป็นคนที่ทำร้ายเด็กคนนี้อย่างเลือดเย็นที่สุด

ภคินสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมสติและความเป็นผู้ใหญ่ที่หลงเหลืออยู่

เขาค่อยๆ ยืนขึ้น ประคองตัวเองให้ตรง

“เมธัส” ภคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่เขาเคยใช้มาในชีวิต “ลุงขอให้หนูเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีความสุข และรักษาจิตใจที่งดงามแบบนี้ไว้ตลอดไปนะ… หนูมีแม่ที่วิเศษที่สุดในโลก จงรักและดูแลแม่ให้ดีที่สุด เข้าใจไหมครับ?”

“เข้าใจครับคุณลุง!” เมธัสพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

ภคินหันกลับมามองนลินเป็นครั้งสุดท้าย แววตาของเขาเปลี่ยนจากความดึงดันกลายเป็นการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง ยอมรับในความพ่ายแพ้ ยอมรับในผลแห่งการกระทำที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้นเมื่อสิบปีก่อน

“ฉันเข้าใจแล้ว นลิน…” ภคินเอ่ยเสียงเบา “ฉันจะไม่เข้าไปรบกวนชีวิตของพวกเธอ… ฉันจะไม่บอกความจริงกับเขา จนกว่าจะถึงวันที่เธอคิดว่าเหมาะสม และถ้าวันนั้นไม่มาถึง… ฉันก็ยอมรับมัน”

นลินมองเขา แววตาที่แข็งกร้าวอ่อนลงเล็กน้อย เธอพยักหน้ารับคำกล่าวนั้นอย่างแผ่วเบา “ขอบคุณค่ะ คุณภคิน”

“แต่ขอร้องอย่างหนึ่งได้ไหม…” ภคินพูดด้วยน้ำเสียงเว้าวอน “ขอให้ทุนการศึกษานี้ และศูนย์วิจัยที่โรงเรียน… ได้เป็นสิ่งสนับสนุนความฝันของเขาต่อไป อย่าปฏิเสธมันเลยนะ ถือว่านี่เป็นสิ่งเดียวที่… ชายคนหนึ่งพอจะทำเพื่ออนาคตของเด็กคนนี้ได้”

นลินนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างสุขุม “ความสามารถของเมธัสคือสิ่งที่ทำให้เขาได้ทุนนี้ ไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ใดๆ ดังนั้น เขาจะรับมันไว้เพื่อนำไปพัฒนาตัวเองค่ะ”

“ขอบคุณนะ… ขอบคุณจริงๆ” ภคินกล่าวคำขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ

เขาก้มมองผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กในมือ กำมันไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่เขาจะได้รับจากชีวิตนี้ จากนั้น ภคินก็หันหลังกลับ ก้าวเดินจากไปตามทางเดินยาวของหอประชุม

แผ่นหลังของเขาที่เคยสง่างามและหยิ่งผยอง บัดนี้ดูโดดเดี่ยวและหนักอึ้งไปด้วยตราบาปแห่งอดีต เขาเดินออกไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่งและชื่อเสียง แต่เป็นโลกที่ว่างเปล่าและหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ โลกที่เขาเป็นคนเลือกเองในวันที่เขาพูดคำว่า ‘รีบเซ็นซะ นลิน ฉันกำลังรีบ’

นลินมองตามแผ่นหลังนั้นไปจนกระทั่งเขาลับสายตา เธอไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป ไม่มีแม้แต่หยดน้ำตา พันธนาการในอดีตที่เคยตกค้างอยู่ในใจได้ถูกปลดเปลื้องออกจนหมดสิ้นในวันนี้

“แม่ครับ เรารีบกลับกันเถอะครับ วันนี้แม่สัญญาว่าจะพาเมไปกินไอศกรีมฉลองนี่นา!” เมธัสเขย่ามือของเธอพร้อมกับส่งรอยยิ้มสดใส

นลินก้มลงมองลูกชาย ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความรักอันอบอุ่นและบริสุทธิ์ เธอจับมือน้อยๆ นั้นไว้แน่น มือที่เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดใดๆ

“ไปสิลูก วันนี้แม่ตามใจเมทุกอย่างเลย”

สองแม่ลูกก้าวเดินเคียงข้างกันออกจากหอประชุม มุ่งหน้าออกสู่วันใหม่ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาอบอุ่น ทอดเงาของคนทั้งสองเคียงคู่กันไปบนเส้นทางชีวิตที่พวกเขาร่วมสร้างขึ้นมาด้วยความรัก ความเข้มแข็ง และศักดิ์ศรี… เส้นทางที่สมบูรณ์แบบได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเศษเสี้ยวความรักจากใครอีกต่อไป

Leave a Comment