ห้าปีที่ผมส่งเงินกลับมาให้ลูกสาว—พอกลับถึงบ้าน กลับพบว่าเธอกินเพียงขนมปังประทังชีวิต และคนร้ายก็คือคนในบ้านเราเอง
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ผมหลงเชื่อมาตลอดว่าลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองเป็นเด็กเอาแต่ใจและเกเร
ทุก ๆ เดือน ผมโอนเงินกลับบ้านไม่ต่ำกว่า 25,000 บาท เพื่อเป็นค่ากินอยู่ ค่าเทอม และค่าใช้จ่ายประจำวันของเธอ
เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเพิ่งจะโอนเงินไปอีก 48,000 บาท เพื่อซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่ให้เธอ
แต่พอผมรีบเดินทางกลับมาเพื่อจะดุด่าสั่งสอนเธอ เพราะแม่บอกว่าเธอริมีแฟนตั้งแต่อายุสิบห้า… สิ่งที่ผมเห็นกลับเป็นภาพลูกสาวกำลังนั่งกินขนมปังเปล่า ๆ แค่ครึ่งก้อน แล้วแอบเก็บอีกครึ่งไว้กินมื้อถัดไป
วินาทีนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว:
แท้จริงแล้ว… ใครกันแน่ที่กำลังโกหกผม?
นั่นเป็นสายที่สามของแม่ผมที่โทรมาในวันนั้น
“มานพ แกจะปล่อยปละละเลยยัยรินแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ” น้ำเสียงของแม่เต็มไปด้วยความโมโห
“เพิ่งจะ ม.4 แท้ ๆ ก็ริมีผู้ชายมาหาหน้าโรงเรียนแล้ว เงินที่แกส่งมาให้ซื้อโน้ตบุ๊กน่ะ? ใช้หมดเกลี้ยงแล้วเหมือนกัน”
ผมกำโทรศัพท์มือถือในมือแน่น
ผมทำงานคุมไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ทางภาคใต้มานานกว่าห้าปีแล้ว
หลังจาก ‘อรัญญา’ ภรรยาของผมเสียชีวิตลง ผมจำต้องฝาก ‘ริน’ ลูกสาวคนเดียวไว้ให้แม่ช่วยดูแลที่บ้านเกิดในจังหวัดสุพรรณบุรี
ตอนแรกคิดว่าคงแค่ชั่วคราว
แต่มันกลับกลายเป็นหนึ่งปี
สองปี
จนล่วงเลยมาถึงห้าปีเต็ม
ตลอดห้าปีนั้น เกือบทุกสัปดาห์แม่มักจะมีเรื่องมาร้องเรียนเกี่ยวกับรินเสมอ
บางครั้งก็ว่ารินเอาเงินไปถลุงซื้อชานมไข่มุกกับขนมไร้สาระ
บางครั้งก็ว่าไปซื้อเครื่องเล่นเกม
แอบไปเจาะหู
ตัดผมสั้นเต่อโดยไม่ขออนุญาต
มีรอยสักที่แขน
และล่าสุด… มีแฟน
พอได้ยินแบบนั้น ผมไม่รอช้าอีกต่อไป
ผมรีบจองตั๋วเที่ยวบินที่เร็วที่สุดกลับมาทันที
วันรุ่งขึ้น ผมไปดักรอที่โรงเรียนของริน
ตอนนั้นเป็นช่วงพักกลางวัน
ผมเดินตามหาแถวอาคารเรียนและบริเวณหอพัก
แล้วผมก็เห็นเธอนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของโรงอาหาร
ผมแทบจะจำลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองไม่ได้
รินในความทรงจำของผมเป็นเด็กแก้มกลม
ช่างหัวเราะ
พูดจ้อเจื้อยแจ้ว
แม้ในวันที่ต้องสูญเสียแม่ เธอยังเป็นคนบอกผมเองว่า “พ่อ อย่าเศร้าไปเลยนะ รินจะอยู่ข้างพ่อเอง”
แต่เด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้กลับผอมกะหร่อง
ชุดนักเรียนสีซีดจาง
ชายกระโปรงมีรอยเย็บซ่อมซ้ำ ๆ หลายจุดจนเห็นได้ชัด
เส้นผมแห้งกรอบและดูขาดสารอาหาร
เธอนั่งหันหน้าเข้าหากำแพง ค่อย ๆ กัดขนมปังเปล่ากินเพียงครึ่งก้อน
พอกลืนลงคอไปได้ไม่กี่คำ เธอก็เอาทิชชูห่อส่วนที่เหลือไว้
เก็บใส่กระเป๋าเสื้อ
ยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นดื่ม
นั่นคืออาหารกลางวันทั้งหมดของเธอ
ผมก้าวขาไม่ออก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
อาจเป็นเพราะความละอายใจ
หรืออาจเป็นเพราะความหวาดกลัวลึก ๆ ต่อความจริงที่กำลังจะได้รับรู้
ผมแอบเดินตามเธอไปจนถึงหอพัก จากนั้นจึงเลี้ยวตรงไปยังห้องพักครู
“ขอโทษครับคุณครู ผมชื่อมานพ เป็นพ่อของรินครับ”
‘ครูรัตนา’ ครูประจำชั้นหันมามองผม
สายตาของเธอเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
“คุณเป็นคุณพ่อเหรอคะ?”
ผมพยักหน้า
สีหน้าของครูเปลี่ยนไปทันที
“ขอโทษนะคะถ้าครูจะพูดตรง ๆ แต่ตั้งแต่รินเข้าเรียน ม.1 มา คุณพ่อไม่เคยมาประชุมผู้ปกครองเลยสักครั้งเดียวค่ะ”
หน้าอกของผมชาวาบและบีบรัดแน่น
“คุณครูครับ… ผมไม่เคยได้รับหนังสือเชิญหรือหนังสือแจ้งเตือนอะไรเลยสักฉบับเดียว”
ครูหยิบแฟ้มประวัติขึ้นมาเปิด
แล้วยื่นเอกสารข้อมูลนักเรียนของรินให้ผมดู
ผู้ปกครอง: นายมานพ
ความสัมพันธ์: บิดา
มีเบอร์โทรศัพท์มือถือระบุอยู่ข้างใต้
เลขตัวหน้าถูกต้องทั้งหมด
แต่เลขสามตัวท้ายกลับสลับตำแหน่งกัน
เบอร์จริงของผมลงท้ายด้วย 617
แต่ในเอกสารเขียนไว้ว่า 716
“ทางโรงเรียนเคยพยายามโทรติดต่อเบอร์นี้ค่ะ” ครูรัตนาพูด “แต่เป็นเบอร์ที่ยังไม่เปิดใช้บริการ”
ความรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นจัดราดรดลงบนแผ่นหลังของผม
“แล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ” ครูพูดต่อ
“ตั้งแต่ ม.1 รินถูกลงทะเบียนไว้ในกลุ่มนักเรียนยากจนและขาดแคลนทุนทรัพย์ค่ะ”
ผมเบิกตากว้างมองหน้าครู
“อะไรนะครับ?”
“เธอได้รับความช่วยเหลือจากทางโรงเรียน ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมบางส่วน ได้เงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวัน แล้วก็ได้รับทุนการศึกษาเพราะผลการเรียนดีเด่นมาตลอดค่ะ”
“ทุนการศึกษาเหรอครับ?”
“ลูกสาวของคุณเป็นนักเรียนอันดับหนึ่งของระดับชั้นนะคะ”
ผมยืนนิ่ง อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก
ทุก ๆ เดือน ผมโอนเงินกลับมาตลอด
ไม่เคยขาดแม้แต่งวดเดียว
อย่างต่ำเดือนละ 25,000 บาท
ถ้าช่วงไหนมีโบนัสหรือปิดจ๊อบโปรเจกต์ใหญ่ ผมก็โอนเพิ่มให้อีก
ผมไม่เคยปล่อยให้ลูกต้องขัดสนเรื่องเงินทองเลย
แต่ในสายตาของโรงเรียน… ลูกสาวของผมกลับมีฐานะยากจนข้นแค้น
“คุณมานพคะ…”
ครูประจำชั้นถอนหายใจยาว
“ตอนที่ครูไปตรวจเยี่ยมหอพักของเธอ ในห้องมีแค่น้ำพริกกระปุกเดียว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่กี่ซอง แล้วก็ขนมปังเปล่าแค่สามก้อนเท่านั้นเองค่ะ”
ผมก้มหน้าลงต่ำ
เสียงพูดทางโทรศัพท์ของแม่ย้อนกลับเข้ามาในหัวทันที
“มานพ เงินหมดอีกแล้วนะ”
“แม่เพิ่งซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้หลานไปเนี่ย”
“ลูกแกใช้เงินไม่เป็นเอาเสียเลย”
แล้วตัวผมล่ะทำอะไรอยู่?
ผมมักจะตอบกลับไปเสมอว่า:
“แม่ครับ ฝากดูแลรินด้วยนะ เดี๋ยวผมโอนเงินเพิ่มไปให้”
ผมไม่เคยแม้แต่จะโทรคุยกับลูกสาวโดยตรงเลยสักครั้ง
ผมขออนุญาตครูรัตนาเพื่อขอลารินสองวัน
แต่ผมขอร้องครูว่าอย่าเพิ่งบอกเธอว่าผมมาหา
ผมอยากเห็นการใช้ชีวิตตามปกติในแต่ละวันของเธอด้วยตาตัวเอง
ในคาบเรียนภาษาอังกฤษ ผมเห็นครูเรียกชื่อเธอ
รินลุกขึ้นยืน
อ่านออกเสียงบทเรียนได้อย่างคล่องแคล่ว ชัดถ้อยชัดคำ
“เก่งมากจ้ะริน”
ลูกสาวของผมยิ้มรับ
เป็นเพียงรอยยิ้มบาง ๆ
แต่วินาทีสั้น ๆ นั้น ผมได้เห็นเด็กน้อยคนเดิมที่ผมเคยรู้จักอีกครั้ง
ในวิชาประวัติศาสตร์ เธอยกมือตอบคำถามถึงสามครั้ง
เธอรู้คำตอบทั้งหมด
เวลาพูดตอบ เธอดูมีความมั่นใจและเด็ดเดี่ยว
แต่พอทิ้งตัวลงนั่ง เธอกลับหดตัวลีบลงอีกครั้ง
ราวกับคุ้นชินกับการทำตัวให้ไร้ตัวตน ไม่ให้เป็นที่สังเกต
หลังเลิกเรียน ผมเดินตามเธอไปยังร้านค้าเล็ก ๆ ริมรั้วโรงเรียน
กลิ่นไส้กรอกทอด ลูกชิ้นนึ่ง และมาม่าผัดลอยโชยมาแตะจมูก
เธอชะงักฝีเท้าลง
แอบกลืนน้ำลายลงคอ
แต่ก็ไม่ได้ควักเงินซื้อ
มีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอ
อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
ในมือของเขาถือซาลาเปาสองลูกกับกล่องน้ำผลไม้หนึ่งกล่อง
“ริน”
มือของผมกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
นี่น่ะหรือ… คนที่แม่บอกว่าเป็นแฟนของเธอ?
เด็กหนุ่มคนนั้นยื่นซาลาเปาลูกหนึ่งให้เธอ
“เธอกินลูกนี้สิ เราไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”
รินส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรหรอกนนท์”
“ตอนกลางวันเธอก็ไม่ได้กินข้าวนี่”
“เรายังมีขนมปังเหลืออยู่”
“ริน เมื่อวานเธอก็กินแค่ขนมปังเปล่าเองนะ”
ลูกสาวของผมนิ่งเงียบไป
ก่อนที่เธอจะเหลียวมองซ้ายขวารอบตัวด้วยแววตาหวาดระแวง
“ถ้าย่ารู้ว่าเธอเอาของกินมาให้เรา ย่าต้องโทรไปฟ้องพ่ออีกแน่ ๆ”
ฝีเท้าของผมชะงักค้างอยู่ตรงนั้น
เด็กหนุ่มถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา:
“ทำไมเธอไม่บอกความจริงกับพ่อไปล่ะ?”
รินเงียบไปนานมากก่อนจะตอบ
ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มออกมาอย่างขมขื่น
“จะบอกยังไงล่ะ…”
“ย่าบอกว่าพ่อไม่อยากคุยกับเราหรอก”
“แล้วอีกอย่าง…”
เธอก้มหน้ามองพื้น
“เงินที่พ่อส่งมา… มันไม่เคยตกมาถึงมือเราเลยสักบาท”
ผมรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบไปทั้งตัว
นนท์มองหน้าเธอ
“แล้วเงินไปไหนหมด?”
ลูกสาวของผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
และประโยคถัดมาที่หลุดออกจากปากเธอ คือสิ่งที่พังทลายทุกความเชื่อใจที่ผมยึดถือมาตลอดห้าปีลงอย่างสิ้นเชิง
“ให้อาเด่นหมด”
“เงินที่พ่อส่งมาเกือบทั้งหมด… ย่าเอาไปให้อาเด่นคนเดียว”
ตอนที่ 2 (ตอนจบ)
“ให้อาเด่นหมด… เงินที่พ่อส่งมาเกือบทั้งหมด ย่าเอาไปให้อาเด่นคนเดียว”
ประโยคสั้นๆ จากปากของรินไม่ได้เพียงแค่ดังเข้าหู แต่มันดังก้องสะท้อนอยู่ในกะโหลกศีรษะของผมราวกับระเบิดเวลาที่เพิ่งจุดชนวน เลือดทุกหยดในกายของผมเย็นเยียบ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มที่แล่นพล่านขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว
อาเด่น… ‘เด่นพงษ์’ น้องชายแท้ๆ ร่วมอุทรของผม ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ที่ไม่เคยมีงานทำเป็นหลักแหล่ง อ้างว่ากำลัง ‘จับเสือมือเปล่า’ ทำธุรกิจส่วนตัว แต่แท้จริงแล้วใช้ชีวิตเสเพล ดื่มเหล้า เล่นการพนัน และแบมือขอเงินแม่ทุกครั้งที่ถังแตก
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ผมหลังขดหลังแข็งอยู่กลางแดดแผดเผาในไซต์ก่อสร้างภาคใต้ ผิวไหม้เกรียม มือหนาหยาบกร้านด้วยคราบปูนและรอยแผลจากเศษเหล็ก อดมื้อกินมื้อ ประหยัดทุกบาทเพื่อรวบรวมเงินสองหมื่นห้าถึงสามหมื่นส่งกลับมาบ้าน หวังเพียงให้ลูกสาวคนเดียวที่กำพร้าแม่ได้กินอิ่ม นอนหลับ ได้ใส่เสื้อผ้าเนื้อดี ได้มีชีวิตที่ไม่ต้องน้อยหน้าใคร
แต่เงินหยาดเหงื่อแรงงานของผม… กลับถูกแม่แท้ๆ นำไปปรนเปรอน้องชายคนโปรด ในขณะที่เลือดเนื้อเชื้อไขของผมเองต้องแทะเศษขนมปังเปล่าประทังชีวิต และถูกตรายางว่าเป็นเด็กเลว เอาแต่ใจ ทั้งที่เธอแบกรับความหิวโหยและความโดดเดี่ยวไว้เพียงลำพัง
ผมยืนซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาข้างกำแพงโรงเรียน ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นลูกสาวยกมือขึ้นปาดหางตาอย่างรวดเร็ว
“เราชินแล้วล่ะนนท์” รินพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่บาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจ “ย่าบอกว่าถ้าเราปริปากบอกพ่อ พ่อจะรังเกียจที่เราเป็นภาระ แล้วพ่อก็จะไม่ส่งเงินมาอีกเลย ถ้าย่าไม่มีเงิน อาเด่นก็ไม่มีเงิน แล้วพวกเขาก็จะไล่เราออกจากบ้าน… เราไม่มีที่ไปนะนนท์ ถ้าไม่มีโรงเรียนกับหอนี้ เราก็ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน”
“แต่พ่อเธอส่งเงินมาให้เธอนะริน! ไม่ได้ส่งให้อาเด่นสักหน่อย” นนท์พยายามแย้งอย่างคับแค้นแทน
“แต่พ่อเชื่อย่ามากกว่าเรา” เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาสงบจนน่าใจหาย “ตั้งแต่แม่ตาย พ่อก็ไม่เคยโทรหาเราตรงๆ สักครั้ง เวลาพ่อโทรมา ย่าจะคอยคุมอยู่ข้างๆ เสมอ หรือไม่ย่าก็เป็นคนคุยเอง… พ่อคงเกลียดเราไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ ที่เราดูแลแม่ไว้ไม่ได้”
‘ไม่จริง… พ่อไม่เคยเกลียดลูกเลย!’
คำพูดนั้นจุกแน่นอยู่ที่คอหอย ผมอยากจะพุ่งตัวออกไปตรงนั้น อยากจะดึงร่างผอมบางของลูกสาวเข้ามากอดไว้แนบอก ร้องไห้ขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สองขาของผมกลับตรึงแน่นอยู่กับที่ด้วยความละอายใจอย่างแสนสาหัส ความจริงที่เพิ่งประจักษ์ทำให้ผมตระหนักได้ว่า คนที่ทำร้ายรินไม่ใช่แค่แม่หรือเด่นพงษ์… แต่คือตัวผมเอง ความโง่เขลา ความประมาท และความไว้ใจอย่างไร้สติของผมนั่นเองที่เป็นอาวุธทิ่มแทงลูกสาวมาตลอดครึ่งทศวรรษ
ถ้าวู่วามเข้าไปตอนนี้ สิ่งที่รินจะได้เจอคือพ่อที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด แต่ปัญหาเบื้องหลังและมารยาของคนในบ้านยังไม่ถูกสะสาง พวกเขาอาจจะสร้างเรื่องโกหกคำโตขึ้นมากลบเกลื่อน หรือไม่ก็โยนความผิดให้เด็กคนนี้อีก
ผมต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด ถอนรากถอนโคนความอยุติธรรมทั้งหมดที่กระทำต่อลูกสาวของผม
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดแอปพลิเคชันธนาคาร กดบันทึกสลิปการโอนเงินย้อนหลังทั้งหมดห้าปีเต็ม ดาวน์โหลดรายการเดินบัญชีอย่างละเอียด ยอดเงินรวมตลอดห้าปีที่ผมโอนเข้าบัญชีของแม่… เกือบสองล้านบาท รวมถึงยอดล่าสุดสี่หมื่นแปดพันบาทที่แม่บอกว่าจะเอาไปซื้อโน้ตบุ๊กสำหรับการเรียนของริน
จากนั้นผมโทรหาทนายความรุ่นพี่ที่รู้จักกันในตัวเมืองสุพรรณบุรี เล่าเรื่องราวทั้งหมดคร่าวๆ และขอคำปรึกษาเรื่องการตัดสิทธิ์การดูแล เอกสารสิทธิ์บ้าน และการดำเนินคดีเรื่องการยักยอกทรัพย์หากจำเป็น
“ถ้าเงินโอนเข้าบัญชีแม่โดยระบุว่าเพื่ออุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ แต่เงินไม่ได้ตกถึงผู้เยาว์เลย แถมยังมีการปกปิดข้อมูลทางราชการและโรงเรียน มีหลักฐานชัดเจนแบบนี้ คุณมีสิทธิ์ขาดในฐานะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์มานพ” ทนายตอบกลับมา “ส่วนเรื่องเงิน ถ้าคุณมีหลักฐานบันทึกการคุยหรือข้อความที่แม่คุณอ้างว่าเอาเงินไปซื้อของให้หลาน แต่ความจริงเอาไปให้คนอื่น คุณสามารถแจ้งความดำเนินคดีฐานฉ้อโกงได้”
“ขอบคุณครับพี่… คืนนี้ ผมจะไปคุยกับพวกเขาเอง”
ผมรอดูจนกระทั่งรินยอมรับซาลาเปาจากนนท์ไปครึ่งลูก และเดินกลับเข้าหอพักนักเรียนอย่างปลอดภัย ผมยืนมองหน้าต่างห้องพักของเธอจนกระทั่งไฟในห้องเปิดขึ้น ความมืดมิดเริ่มโรยตัวลงมาปกคลุมท้องฟ้าเมืองสุพรรณบุรี เช่นเดียวกับความเยือกเย็นในหัวใจของผมที่แปรเปลี่ยนเป็นความแน่วแน่
ผมเรียกรถรับจ้าง มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านเดี่ยวชั้นเดียวชานเมือง—บ้านที่ผมเป็นคนส่งเงินมาดาวน์และผ่อนจนหมดด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง แต่ใส่ชื่อแม่เป็นเจ้าของบ้านตามที่แม่เคยร้องขอไว้ในอดีต อ้างว่าเพื่อความสะดวกในการทำนิติกรรมขณะที่ผมทำงานอยู่แดนไกล
เมื่อรถจอดเทียบหน้าบ้าน เสียงเพลงจังหวะตึ้ดๆ จากลำโพงบลูทูธก็ดังเล็ดลอดออกมาจากรั้ว กลิ่นเนื้อย่างและกลิ่นเบียร์ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลานหน้าบ้านมีรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหม่เอี่ยมจอดอยู่หนึ่งคัน ป้ายแดงยังไม่ทันแกะ
และบนโต๊ะหินอ่อนหน้าบ้าน… เด่นพงษ์กำลังนั่งกระดกเบียร์อย่างสบายอารมณ์ ข้างๆ ตัวมันมีกล่องโน้ตบุ๊กเกมมิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดวางเปิดอ้าอยู่ หน้าจอไฟวิบวับส่องประกายในความมืด ราคาของมันไม่ต้องสืบเลย สี่หมื่นกว่าบาทตรงตามยอดเงินที่ผมเพิ่งโอนมาพอดิบพอดี
แม่ของผมนั่งอยู่ข้างๆ กำลังตักกุ้งเผาใส่จานให้น้องชายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมสุข
“กินเยอะๆ นะเด่น รถคันนี้สวยจริงๆ ขี่ไปไหนมีแต่คนมอง ส่วนคอมเครื่องนี้แรงสะใจไหมลูก? ทำงานออนไลน์อะไรของแกนั่นน่ะ ขอให้รวยๆ นะ”
“แหมแม่ สบายอยู่แล้ว ระดับผมซะอย่าง เดี๋ยวถ้าโปรเจกต์นี้ผ่านนะ ผมพาแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเลย” เด่นพงษ์หัวเราะร่า ยกขวดเบียร์ขึ้นชนกับแก้วของแม่
“ดีแล้วลูก อย่าให้เหมือนพี่ชายแก ทำงานแทบตาย ส่งเงินมานิดๆ หน่อยๆ ก็บ่น แถวยังทิ้งยัยรินให้แม่เลี้ยงเป็นภาระอีก ถ้าไม่ได้แม่คอยจัดแจง ป่านนี้บ้านเราคงลำบากแย่”
ผมยืนฟังคำพูดเหล่านั้นอยู่หน้าประตูรั้ว ความรู้สึกเจ็บปวดในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความสมเพชและความเย็นชาจนถึงขีดสุด
ผมผลักประตูรั้วเหล็กเปิดออกอย่างแรง
เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานพับและเสียงฝีเท้าหนักแน่นของผมทำให้เสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหารเงียบกริบลงทันที
เด่นพงษ์ชะงัก ชะโงกหน้ามองผ่านความมืด “ใครวะ… เฮ้ย! พี่มานพ!”
แม่สะดุ้งสุดตัว จานในมือแทบร่วงหล่นลงพื้น นางรีบลุกขึ้นยืน สีหน้าตื่นตระหนกแวบผ่านเข้ามาในดวงตาก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มประจบที่ดูเสแสร้งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา
“อ้าว… ตามานพ! ทำไมกลับมาไม่บอกไม่กล่าวล่ะลูก? ไหนว่าติดงานเทปูนที่หาดใหญ่ไง? มาๆ มากินข้าวก่อน แม่กับตาเด่นกำลังพูดถึงแกอยู่พอดีเลยเนี่ย”
ผมนิ่งเงียบ ไม่ก้าวเดินเข้าไปร่วมโต๊ะ สายตาของผมจ้องมองไปยังกล่องโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง แล้วเลื่อนไปมองมอเตอร์ไซค์ป้ายแดง ก่อนจะหยุดลงที่ใบหน้าของแม่และน้องชาย
“โน้ตบุ๊กเครื่องนั้น… ซื้อมาให้ใครครับแม่?” ผมถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์โกรธเกรี้ยว แต่มันเย็นเยียบจนเด่นพงษ์ต้องแอบกลืนน้ำลาย
แม่รีบหัวเราะกลบเกลื่อน “อ๋อ… เครื่องนี้เหรอ ตาเด่นมันยืมมาลองโปรแกรมน่ะลูก ยัยรินมันบอกว่ามันยังไม่จำเป็นต้องใช้ แม่เห็นว่าตาเด่นกำลังจะทำธุรกิจ ก็เลยให้ตาเด่นยืมใช้ก่อน เดี๋ยวพอยัยรินต้องใช้ทำงานส่งครูค่อยเอาไปให้มัน”
“งั้นเหรอครับ” ผมเดินเข้าไปใกล้โต๊ะหินอ่อน หยิบกล่องโน้ตบุ๊กขึ้นมาดู สติกเกอร์ใบเสร็จยังแปะอยู่ข้างกล่อง ระบุชื่อผู้ซื้อคือ ‘นายเด่นพงษ์’ สั่งซื้อตั้งแต่วันที่เงินเข้าบัญชีเพียงไม่กี่ชั่วโมง
“แล้วมอเตอร์ไซค์คันนี้ล่ะครับ ใครซื้อ?”
เด่นพงษ์เริ่มหน้าตึง มันวางขวดเบียร์ลงบนโต๊ะเสียงดัง “ผมซื้อเองสิพี่ ผมดาวน์มาเอง เงินเก็บผม พี่จะมาซักไซ้ไล่เลียงอะไรนักหนา เพิ่งมาถึงบ้านแทนนที่จะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ”
“เงินเก็บมึง?” ผมสวนกลับทันควัน สายตาจ้องเขม็งจนมันต้องหลบตา “มึงไม่มีงานทำมาสามปี เงินเก็บมึงมาจากไหน? เงินดาวน์รถแสนกว่าบาท มึงเอามาจากไหนเด่นพงษ์? หรือมาจากเงินเดือนละสองหมื่นห้าที่กูส่งมาให้ลูกสาวกู!”
บรรยากาศในบ้านพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงจิ้งหรีด
แม่หน้าซีดเผือด รีบเดินเข้ามาดึงแขนผม “มานพ! แกเป็นบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ย ไปฟังใครเป่าหูมา? แกพูดจาหาเรื่องน้องแบบนี้ได้ยังไง เงินที่แกส่งมา แม่ก็เอาไปดูแลยัยรินหมดนั่นแหละ! เสื้อผ้า ข้าวปลาอาหาร ค่าเทอม แกไม่รู้หรอกว่าเด็กสมัยนี้มันใช้เงินเปลืองแค่ไหน ยัยรินมันผลาญเงินเก่งจะตาย!”
“พอได้แล้วแม่!”
ผมตวาดกร้าว เสียงของผมดังกึกก้องจนแม่สะดุ้งผงะถอยหลัง เด่นพงษ์ลุกพรวดขึ้นมาทันที
“เฮ้ยพี่! พูดกับแม่ดีๆ ดิวะ!”
“มึงหุบปากไปเลยไอ้เด่น!” ผมชี้หน้ามันอย่างไม่ไว้หน้า “กูส่งเงินมาห้าปี เดือนละไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าเค รวมๆ แล้วเกือบสองล้านบาท! แต่เมื่อกลางวันนี้ กูไปหากูไปเจอลูกสาวกูที่โรงเรียนมา!”
คำว่า ‘ไปเจอที่โรงเรียนมา’ เปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางแสกหน้าของหญิงชรา นางตาเหลือก ลมหายใจสะดุด
“กูเห็นลูกสาวกูนั่งกินขนมปังเปล่าครึ่งก้อนเพื่อเก็บอีกครึ่งไว้กินตอนเย็น!” น้ำตาแห่งความคับแค้นที่ผมกลั้นไว้ไหลทะลักออกมา “เสื้อนักเรียนซีดจนบาง กระโปรงมีแต่รอยปะซ่อม รองเท้าขาดจนนิ้วเท้าโผล่! ครูประจำชั้นบอกว่าลูกกูต้องขอทุนนักเรียนยากจน ต้องกินข้าวกลางวันฟรีของโรงเรียนเพราะไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว! เงินค่าเทอมที่กูส่งมา โรงเรียนไม่เคยได้เพราะเขาได้รับการยกเว้นในฐานะเด็กอนาถา!”
ผมหันไปจ้องหน้าแม่ ดวงตาแดงก่ำ
“แล้วแม่บอกผมว่าไงนะ? ยัยรินเอาเงินไปกินชานมไข่มุก? ซื้อเครื่องเล่นเกม? แอบไปมีแฟน? ไปสักลาย? แม่กุเรื่องพวกนี้ขึ้นมาทำไมแม่! ทำไมแม่ต้องทำลายอนาคตและจิตใจของหลานแท้ๆ ขนาดนี้!”
แม่ปากสั่นระริก มือไม้สั่นเทา พยายามจะแก้ตัว “มะ…มันไม่ใช่อย่างนั้นนะมานพ แม่…แม่ก็แค่เก็บเงินไว้ให้มัน กลัวมันจะเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่าย เด็กมันยังเล็ก…แม่ก็เลยเอามาหมุนใช้ในบ้านก่อน…”
“หมุนใช้ในบ้าน หรือเอามาปรนเปรอไอ้ลูกไม่เอาถ่านคนนี้!” ผมชี้ไปที่เด่นพงษ์ “มึงกินเนื้อย่าง ดื่มเบียร์ ซื้อมอเตอร์ไซค์ ซื้อคอมเครื่องละสี่หมื่นกว่า แต่หลานมึงต้องกินขนมปังเปล่าประทังชีวิต มึงยังมีความเป็นคนอยู่ไหมเด่นพงษ์? จิตใจพวกมึงทำด้วยอะไร!”
“พี่อย่ามาเวอร์ไปหน่อยเลยน่า!” เด่นพงษ์ตะคอกกลับอย่างคนจนตรอก สันดานดิบเริ่มเผยออกมา “ก็แค่เศษขนมปัง มันจะตายหรือไง! อีเด็กนั่นมันตัวซวยตั้งแต่เกิด แม่มันตายก็เพราะมัน! แล้วพี่จะให้มันเสวยสุขอะไรนักหนา เงินที่พี่ส่งมา มันก็เงินกงสีของบ้านนี้ แม่จะเอาให้ใครใช้มันก็สิทธิ์ของแม่! ผมเป็นน้องพี่นะเว้ย ผมมีสิทธิ์ใช้!”
เพียะ!
ฝ่ามือหนาหนักของผมฟาดเข้าที่ใบหน้าของเด่นพงษ์อย่างแรงจนหน้ามันหัน เซถลาไปชนกับโต๊ะหินอ่อน ขวดเบียร์ล้มกลิ้งแตกกระจายลงพื้น
“ไอ้เด่น!” แม่กรีดร้อง วิ่งเข้าไปประคองลูกชายคนโปรด พลางหันมาแหวใส่ผมด้วยความเกรี้ยวกราด “ไอ้มานพ! มึงกล้าตีน้องมึงเหรอ! มึงเป็นบ้าไปแล้วเหรอเพราะแค่อีเด็กคนเดียวเนี่ยนะ! กูเป็นแม่มึงนะเว้ย! มึงกตัญญูกับกูบ้างไหม!”
“กตัญญูเหรอครับ?” ผมหัวเราะทั้งน้ำตา เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเวทนาที่สุด “ห้าปีที่ผมทำงานถวายหัว ส่งเงินมาให้แม่เกือบสองล้าน นั่นยังไม่เรียกว่ากตัญญูอีกเหรอครับ? แต่สิ่งที่แม่ตอบแทนผม คือการทารุณกรรมลูกสาวของผม โกหก ปลิ้นปล้อน สลับเบอร์โทรศัพท์ในเอกสารโรงเรียนเพื่อไม่ให้ครูติดต่อผมได้ กักขังลูกผมไว้ในความยากจนแล้วขโมยเงินของเธอไปให้ไอ้ขี้แพ้นี่ผลาญเล่น!”
ผมสูดหายใจเข้าลึก ควบคุมสติที่กำลังจะขาดผึง ดึงซองเอกสารสีน้ำตาลที่เตรียมไว้ออกมาจากกระเป๋าสะพาย แล้วโยนลงบนโต๊ะต่อหน้าคนทั้งสอง
“นี่คือสเตทเมนต์ย้อนหลังห้าปี และบันทึกการสนทนาทั้งหมดที่แม่หลอกเอาเงินผม” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นยะเยือกที่สุดในชีวิต “และนี่คือเอกสารกรรมสิทธิ์บ้านหลังนี้ แม้ชื่อจะเป็นของแม่ แต่เงินดาวน์และเงินผ่อนทุกงวดออกมาจากบัญชีผมเพียงคนเดียว ทนายของผมเตรียมฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและฟ้องคดียักยอกทรัพย์ รวมถึงฉ้อโกง”
แม่และเด่นพงษ์เบิกตากว้าง ความอหังการเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดผวา
“มะ…มานพ แกจะฟ้องแม่แท้ๆ ของแกเหรอ?” แม่เสียงสั่น น้ำตาไหลอาบสองแก้มที่เหี่ยวย่น
“ผมให้ทางเลือกแม่สองทาง” ผมยื่นคำขาด “ข้อแรก คืนเงินสี่หมื่นแปดพันบาทค่าโน้ตบุ๊กมาเดี๋ยวนี้ และเด่นพงษ์ มึงเอามอเตอร์ไซค์คันนี้ไปขายเต็นท์ เอาเงินดาวน์ทั้งหมดมาคืนกูภายในสามวัน จากนั้นโอนชื่อบ้านหลังนี้กลับมาเป็นชื่อผม แล้วพวกคุณสองคนเก็บข้าวของ ย้ายออกไปจากบ้านของผมภายในสิ้นเดือนนี้”
“แล้วถ้าแม่ไม่ยอมล่ะ!” แม่เริ่มโวยวาย พยายามใช้ความเป็นแม่เข้าข่ม “กูไม่ไป! นี่บ้านกู มึงจะเนรคุณไล่แม่ตัวเองออกจากบ้านเหรอ!”
“ถ้าไม่ยอม ก็เลือกข้อสองครับ” ผมสบตาแม่นิ่ง ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป “พรุ่งนี้เช้า ทนายจะยื่นฟ้องศาลทันที ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ผมจะแจ้งความจับเด่นพงษ์ข้อหารับของโจรและยักยอกทรัพย์ และแจ้งความดำเนินคดีกับแม่ฐานฉ้อโกง ผมมีหลักฐานครบทุกบาททุกสตางค์ รวมถึงพยานจากโรงเรียนและครูประจำชั้น… ไปคุยกันในคุกแล้วกันครับ”
เด่นพงษ์หน้าถอดสีทันที มันรู้ดีว่าถ้าขึ้นโรงขึ้นศาล มันไม่มีทางรอด มันรีบดึงแขนแม่ “แม่… ยอมเถอะแม่ ถ้าติดคุกขึ้นมาผมหมดอนาคตแน่ โน้ตบุ๊กผมคืนให้ก็ได้ มอเตอร์ไซค์เดี๋ยวผมเอาไปขายคืนเต็นท์ ยอมพี่มันเถอะแม่!”
แม่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ร้องไห้โฮด้วยความสิ้นหวัง ความโลภและความลำเอียงที่นางสั่งสมมาตลอดชีวิต บัดนี้ได้พังทลายลงมาทับถมตัวนางเองจนหมดสิ้น
ผมไม่ได้รู้สึกสะใจ หรือมีความสุขแม้แต่น้อย มีเพียงความว่างเปล่าและความเจ็บปวดที่ต้องตัดขาดจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัว แต่เพื่อปกป้องริน… ผมจำเป็นต้องตัดเนื้อร้ายนี้ทิ้งไป
ผมเดินไปหยิบกล่องโน้ตบุ๊กขึ้นมา แล้วหันหลังเดินออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าส่องกระทบหน้าหอพักนักเรียน
รินเดินลงมาจากอาคารหอพักในชุดนักเรียนตัวเดิม ใบหน้าของเธอยังคงดูอิดโรยและเงียบขรึม ในมือถือกระเป๋านักเรียนใบเก่าที่มีรอยเย็บด้ายสีต่างกันหลายจุด เธอกำลังจะเดินมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารเพื่อรอรับอาหารเช้าฟรีของโรงเรียน
“ริน”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยแต่ไม่ได้ยินมานานแสนนานดังขึ้นเบื้องหน้า
รินชะงักฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมอง ชายร่างสูง ผิวคล้ำกร้านแดด สวมเสื้อเชิ้ตเรียบๆ ยืนอยู่ตรงนั้น ในมือถือกล่องอาหารร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มกุ้ง และมีถุงใส่ผลไม้สดวางอยู่ข้างตัว
ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก “พะ…พ่อ?”
ผมไม่สามารถทนเก็บความรู้สึกได้อีกต่อไป ผมก้าวเข้าไปหาเธอ คุกเข่าลงตรงหน้าลูกสาว เพื่อให้สายตาของเราอยู่ในระดับเดียวกัน
“พ่อเองลูก… พ่อกลับมาแล้ว”
น้ำตาของรินเอ่อล้นคลอเบ้า เธอดูสับสน หวาดระแวง และก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ “พ่อย่า… ย่าบอกว่าพ่อโกรธริน… รินไม่ได้ทำอะไรผิดนะพ่อ รินไม่ได้มีแฟน นนท์เขาแค่เอาซาลาเปามาให้…”
“พ่อรู้แล้วลูก พ่อรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว”
ผมเอื้อมมือที่สั่นเทาออกไป คว้าตัวลูกสาวเข้ามากอดไว้แน่น ร่างของเธอผอมบางจนรู้สึกถึงกระดูกซี่โครง ผมซบหน้าลงกับไหล่เล็กๆ ของเธอ แล้วปล่อยให้น้ำตาลูกผู้ชายไหลทะลักออกมาอย่างไม่อายใคร
“พ่อขอโทษนะริน… พ่อขอโทษที่พ่อโง่ พ่อทิ้งให้ลูกต้องทนทุกข์อยู่คนเดียวมาตั้งห้าปี พ่อขอโทษที่ไม่ได้เป็นพ่อที่ดี…”
รินยืนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ร่างกายของเธอเกร็งแน่น ก่อนที่กำแพงแห่งความเข้มแข็งที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองตลอดห้าปีจะพังทลายลง เสียงสะอื้นเบาๆ เริ่มดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงร้องไห้โฮอย่างสุดกลั้น สองแขนเล็กๆ ของเธอยกขึ้นกอดรอบคอผมแน่น
“พ่อ… ฮือ… รินหิว… รินคิดถึงแม่… รินคิดถึงพ่อ…”
คำพูดตัดพ้อที่ไร้เดียงสานั้นกรีดแทงหัวใจผมจนแหลกสลาย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาบาดแผลทั้งหมด
“ไม่ต้องกลัวอีกแล้วนะลูก” ผมกระซิบข้างหูเธอ ลูบศีรษะของเธออย่างอ่อนโยน “จากนี้ไป จะไม่มีใครมารังแกหรือแย่งอะไรไปจากลูกได้อีก พ่อจะไม่ทิ้งลูกไปไหนอีกแล้ว”
ในเช้าวันนั้น ผมพารินไปนั่งกินข้าวต้มกุ้งร้อนๆ ที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ ผมมองดูลูกสาวค่อยๆ ตักข้าวต้มเข้าปากด้วยความเอร็ดอร่อย รอยยิ้มที่แท้จริงเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอทีละน้อย
หลังจากนั้น ผมพารินไปพบครูรัตนาเพื่อดำเนินการแก้ไขข้อมูลส่วนตัวทั้งหมด ใส่เบอร์โทรศัพท์จริงของผม แจ้งยกเลิกการขอรับทุนยากจน และบริจาคเงินเข้ากองทุนอาหารกลางวันของโรงเรียนเพื่อเป็นการตอบแทนที่ทางโรงเรียนช่วยดูแลรินมาตลอด
ผมยื่นเรื่องลาออกจากงานคุมไซต์ที่ภาคใต้ แม้รายได้จะสูง แต่ไม่มีสิ่งใดมีค่าไปกว่าการได้อยู่ดูแลลูกสาว ผมตัดสินใจนำเงินเก็บส่วนที่เหลือและเงินที่ได้คืนจากการบังคับให้เด่นพงษ์ขายมอเตอร์ไซค์ มาเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างและออกแบบเล็กๆ ของตัวเองในตัวเมืองสุพรรณบุรี
ภายในสิ้นเดือน แม่และเด่นพงษ์ยอมเก็บข้าวของย้ายออกจากบ้านของผมแต่โดยดี หลังจากจำนนต่อหลักฐานทางกฎหมาย แม่ย้ายกลับไปอยู่บ้านเดิมของตระกูลที่ต่างอำเภอ ส่วนเด่นพงษ์ต้องดิ้นรนออกไปหางานทำรับจ้างรายวันเพื่อหาเงินประทังชีวิตตัวเอง โดยไม่มีเงินกงสีคอยชุบมือเปิบอีกต่อไป ผมไม่ได้ดำเนินคดีจนถึงขั้นส่งพวกเขาเข้าคุก ถือว่าเป็นการตัดขาดเวรกรรมและความกตัญญูทั้งหมดที่เคยมีต่อกัน ให้ต่างคนต่างใช้ชีวิตและรับผลแห่งการกระทำของตนเอง
ผมพารินย้ายกลับเข้ามาอยู่ในบ้านของเรา
เราช่วยกันทาสีห้องนอนของเธอใหม่ ซื้อโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหญ่ เตียงนอนนุ่มๆ เสื้อผ้าใหม่ และโน้ตบุ๊กสำหรับการเรียนที่เธอควรจะได้รับมาตั้งนานแล้ว
ในเย็นวันหนึ่ง หกเดือนหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านพ้นไป
กลิ่นหอมของต้มยำกุ้งและไข่เจียวหมูสับลอยฟุ้งมาจากในครัว รินกำลังยืนฮัมเพลงเบาๆ พลางช่วยผมจัดโต๊ะอาหาร แก้มของเธอเริ่มกลับมามีเลือดฝาด อิ่มเอิบ ดวงตาสดใสเป็นประกาย และเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วที่ผมเคยคิดถึงได้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์
“พ่อคะ วันนี้ผลสอบปลายภาคออกแล้วนะ” รินพูดยิ้มๆ พลางยื่นสมุดพกมาให้ผมดู
ผมเปิดดู เกรดเฉลี่ย 4.00 อันดับหนึ่งของสายชั้นเหมือนเดิม แต่คราวนี้ใต้ช่องลายเซ็นผู้ปกครอง… มีลายเซ็นของ ‘นายมานพ’ เซ็นกำกับไว้อย่างภาคภูมิใจ
“เก่งมาก ลูกสาวของพ่อ” ผมลูบหัวเธอด้วยความรัก
รินยิ้มกว้าง สวมกอดผมจากด้านหลัง “ขอบคุณนะคะพ่อ… ที่กลับมาหาริน”
ผมกุมมือเล็กๆ ของลูกสาวไว้ สัญญากับตัวเองและดวงวิญญาณของอรัญญาบนฟ้า ว่าตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจ ผมจะไม่มีวันปล่อยให้มือคู่นี้ต้องเดียวดายหรือหิวโหยอีกต่อไป บ้านหลังนี้อาจเคยแปดเปื้อนไปด้วยความโลภและความหลอกลวง แต่นับจากนี้ มันจะเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความจริงใจ และความรักที่แท้จริงของคำว่า ‘ครอบครัว’ ตลอดไป