ผมกลับบ้านเร็วกว่ากำหนด—แต่กลับเจอแม่ยืนกินข้าวเย็นชืดอยู่ในครัว ขณะที่ภรรยาและครอบครัวของเธอกำลังหัวเราะร่าอยู่หน้าโต๊ะอาหารสุดหรู!
ผมชื่อ กานต์ อายุยี่สิบแปดปี ทำงานเป็นกัปตันเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ ผมเติบโตมาด้วยความยากลำบาก แม่สมใจ (อายุหกสิบปี) เลี้ยงดูผมมาเพียงลำพังตั้งแต่พ่อทิ้งเราไป แม่ยอมตรากตรำขายขนมหวานไทย รับจ้างซักรีดเสื้อผ้าให้เพื่อนบ้าน และยอมแลกกับสุขภาพร่างกายของตัวเองเพื่อให้ผมได้เรียนจบ ดังนั้น เมื่อผมเริ่มมีฐานะและประสบความสำเร็จในชีวิต ผมจึงสัญญาไว้กับตัวเองว่าจะดูแลแม่ให้สุขสบายราวกับราชินี
ผมซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ในหมู่บ้านหรูแถบราชพฤกษ์ และพาแม่สมใจมาอยู่ด้วยกันที่นี่ พร้อมกับภรรยาของผม รินลดา หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปี
รินลดาเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย มีการศึกษาดี และมาจากตระกูลที่พอมีฐานะ ตอนแรกผมคิดว่าเธอจะมีน้ำใจและเอ็นดูแม่ แต่เนื่องจากหน้าที่การงานทำให้ผมต้องลงเรือและอยู่กลางทะเลติดต่อกันครั้งละหลายเดือน ผมจึงไม่เคยล่วงรู้เลยว่าลับหลังผม เธอทำให้ชีวิตของผู้หญิงที่ให้กำเนิดผมต้องตกนรกทั้งเป็น
กระทั่งวันหนึ่ง สัญญาเดินเรือของผมสิ้นสุดลงเร็วกว่ากำหนด แทนที่จะกลับถึงบ้านในวันศุกร์ ผมเดินทางกลับมาถึงตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดีเพื่อต้องการเซอร์ไพรส์รินลดา โดยไม่ได้บอกใครล่วงหน้าแม้แต่คนเดียว
เวลาสองทุ่มตรง ผมเดินทางมาถึงหน้าบ้าน ผมใช้กุญแจไขเปิดประตูบ้านอย่างเงียบๆ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เสียงหัวเราะดังลั่น เสียงดนตรีคลอ และเสียงชนแก้วไวน์ก็ดังแว่วออกมา
เสียงเหล่านั้นดังมาจากห้องอาหารใหญ่ แต่ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปตรงนั้น ผมตัดสินใจแวะไปที่ครัวไทยด้านหลังเพื่อจะดื่มน้ำให้ชื่นใจ
ทว่าทันทีที่ผลักประตูครัวออกไป โลกทั้งใบของผมราวกับหยุดหมุน หัวใจผมเหมือนถูกฉีกขาดเป็นพันๆ ชิ้น
แม่สมใจยืนอยู่ตรงนั้น ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ของห้องครัว ร่างของหญิงชรากำลังยืนก้มหน้า มือเปื้อนเปรอะกำลังหยิบข้าวสวยก้นหม้อที่เย็นชืดคลุกน้ำปลาเข้าปาก ยืนกินอยู่ข้างถังขยะ แม่ดูซูบผอมลงไปมาก และยังสวมเสื้อคอกระเช้าตัวเก่าที่ขาดวิ่น ทั้งๆ ที่ในแต่ละเดือน ผมทิ้งเงินค่าใช้จ่ายไว้ให้ในบ้านเรือนแสน!
ตอนที่ 2 (ตอนจบ)
ภาพตรงหน้าตรึงร่างของผมให้หยุดนิ่งราวกับถูกสาป เลือดในกายของผมเย็นเฉียบ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเดือดพล่านที่พุ่งทะลุขึ้นไปจนถึงขมับ สองมือที่หิ้วกระเป๋าเดินทางสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้
แม่ของผม… ผู้หญิงที่เคยใช้สองมือหยาบกร้านพายเรือขายขนมหวาน หาบของหนักจนหลังคดงอ ทำงานหลังขดหลังแข็งเพื่อส่งเสียให้ลูกชายคนเดียวได้เรียนจนจบเป็นกัปตันเรือเดินสมุทร ผู้หญิงที่ผมสัญญาไว้ต่อหน้าสวรรค์ว่าจะดูแลให้สุขสบายราวกับราชินีเพื่อชดเชยหยาดเหงื่อทุกหยดที่แม่เคยหลั่งริน
แต่บัดนี้ แม่กลับต้องมายืนตัวลีบเล็กอยู่ข้างถังขยะในมุมครัวไทยที่มืดสลัว แผ่นหลังที่งองุ้มสวมเสื้อคอกระเช้าลายดอกสีซีดจางตัวเดิมที่ผมเคยเห็นตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ชายเสื้อขาดรุ่ยจนเห็นเนื้อหนังเหี่ยวย่น มือที่สั่นเทาของแม่กำลังตักเศษข้าวสวยก้นหม้อที่แห้งแข็งและเย็นชืด คลุกเพียงน้ำปลาขวดเก่าๆ ส่งเข้าปากอย่างเร่งรีบราวกับกลัวว่าจะมีใครมาเห็น
“แม่…”
เสียงของผมแหบพร่าและสั่นสะท้าน หลุดรอดออกมาจากลำคอที่ตีบตัน
หญิงชราสะดุ้งสุดตัว จานพลาสติกเก่าคร่ำคร่าในมือแทบร่วงหล่นลงพื้น แม่หันขวับมามองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณแรกของแม่ไม่ใช่ความดีใจ แต่เป็นการรีบซ่อนจานข้าวไว้ข้างหลัง ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นซีดเผือดลงทันตา
“กะ…กานต์!” แม่เบิกตากว้าง แววตาแห่งความหวาดหวั่นแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกตกใจ “ลูก… ลูกกลับมาได้ยังไง ทำไมไม่บอกแม่ก่อนลูก”
ผมก้าวเข้าไปหาแม่ช้าๆ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว เมื่อเข้าไปใกล้ในระยะประชิด หัวใจของผมก็ยิ่งแหลกสลายไม่มีชิ้นดี แม่ของผมซูบผอมจนแก้มตอบ โหนกแก้มปูดโปน ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนกลับดูหมองคล้ำและไร้ประกาย บริเวณข้อมือและแขนของแม่มีรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำจางๆ หลายแห่ง อีกทั้งยังมีกลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดติดตัว ราวกับแม่ต้องทำงานหนักตรากตรำมาตลอดทั้งวัน
ผมทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าแม่ สองมือเอื้อมไปจับมือที่หยาบกร้านของแม่ไว้ สัมผัสได้ถึงความสากและรอยแตกแห้งของผิวหนัง น้ำตาลูกผู้ชายที่ผมไม่เคยปล่อยให้ไหลออกมาง่ายๆ แม้ในยามที่ต้องเผชิญมรสุมกลางทะเลคลั่ง บัดนี้มันกลับเอ่อล้นทะลักและหยดแหมะลงบนหลังมือของแม่
“แม่… ทำไมแม่ต้องมายืนกินข้าวแบบนี้” เสียงของผมสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ “เงินที่ผมส่งมาให้เดือนละเป็นแสน เสื้อผ้าดีๆ ข้าวปลาอาหารแพงๆ ที่ผมบอกให้รินลดาซื้อให้แม่… มันหายไปไหนหมดแม่ ทำไมแม่ถึงมาอยู่ในสภาพนี้!”
แม่สมใจมองผมด้วยสายตาตื่นตระหนก มือของแม่สั่นระริกพยายามดึงมือตัวเองกลับ แต่ผมกุมไว้แน่น แม่ละล่ำละลักพูดพลางมองไปทางประตูที่เชื่อมไปยังโถงบ้านใหญ่ด้วยความหวาดระแวง
“ไม่มีอะไรหรอกลูก แม่… แม่อยากกินแบบนี้เอง แก่แล้วกินอะไรไม่ค่อยลง ข้าวคลุกน้ำปลามันกินง่ายดีลูก อย่าไปเอ็ดไปเลยนะ เดี๋ยว… เดี๋ยวคุณรินกับคุณแม่ของเธอจะได้ยินเข้า”
คำว่า ‘คุณริน’ และ ‘คุณแม่ของเธอ’ จากปากแม่สมใจ เปรียบเสมือนเข็มเล่มมหึมาที่ทิ่มแทงลงกลางใจผม แม่ของผมซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่ผมซื้อให้ด้วยน้ำพักน้ำแรง กลับต้องเรียกภรรยาของผมและแม่ยายด้วยสรรพนามยกย่องราวกับตัวเองเป็นขี้ข้าในเรือนเบี้ย
ขณะที่ผมกำลังจะซักไซ้ต่อ เสียงสรวลเสเฮฮาก็ดังลอยข้ามมาจากห้องอาหารใหญ่ พร้อมกับเสียงเพลงสากลจังหวะสนุกสนานและเสียงแก้วไวน์กระทบกันดังกังวาน
“แม่บอกความจริงผมมาเดี๋ยวนี้” ผมกดเสียงต่ำ แต่แฝงไปด้วยความร้าวราน “ถ้าแม่ไม่บอก ผมจะเดินออกไปถามพวกเขาทีละคน!”
เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่และดุดันของผม น้ำตาของแม่สมใจก็เอ่อล้นขอบตา ไหลรินอาบสองแก้มที่ซูบตอบ แม่ทิ้งตัวลงนั่งยองๆ ยกมือขึ้นลูบหัวผมด้วยความสั่นเทา ก่อนจะปล่อยโฮออกมาเบาๆ ราวกับความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดไว้มานานแรมปีได้พังทลายลง
“กานต์… แม่อยู่ที่นี่ไม่มีความสุขเลยลูก” แม่สะอื้นจนตัวโยน “ตั้งแต่ลูกออกเรือไปครั้งแรก คุณรินเธอก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน… เธอพาแม่ของเธอ น้องชาย และญาติๆ ย้ายเข้ามาอยู่เต็มบ้าน แล้วเธอก็ให้แม่ย้ายลงมานอนที่ห้องเก็บของใต้บันไดข้างหลังนี้…”
คำพูดของแม่ทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกึก “ห้องเก็บของใต้บันไดงั้นเหรอแม่?!”
“เธอหาว่าแม่บ้านนอก… ทำตัวสกปรก เดินเหยียบพื้นกระเบื้องหรูๆ แล้วเป็นรอยคราบ เธอไม่ให้แม่ขึ้นไปเหยียบบนบ้านใหญ่ถ้าไม่มีงานทำความสะอาด เสื้อผ้าสวยๆ ที่ลูกซื้อให้ เธอก็เอาไปให้ป้าของเธอใส่หมด เงินที่ลูกโอนเข้าบัญชี เธอก็ยึดบัตรเอทีเอ็มของแม่ไป บอกว่าจะเอาไปบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในบ้าน… แต่ละวันเธอให้เงินแม่แค่วันละยี่สิบบาท ถ้าวันไหนแม่ทำงานบ้านไม่ถูกใจ เธอก็ไม่ให้กินข้าว…”
แม่สะอื้นจนแทบหายใจไม่ทัน เล่าต่อด้วยน้ำเสียงแหลกสลาย “วันนี้ที่บ้านเขามีงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้น้องชายคุณริน สั่งอาหารทะเลราคาแพง สั่งสเต๊กเนื้อนอกมาเต็มโต๊ะ… แม่ทำกับข้าว ล้างจาน กวาดบ้านมาตั้งแต่เช้า แต่คุณนายกิ่งแก้ว… แม่ของคุณริน บอกว่ากลิ่นคนแก่จนๆ มันเหม็นสาบ จะทำให้แขกในงานกินข้าวไม่ลง เลยสั่งห้ามแม่โผล่หน้าออกไปเด็ดขาด ให้รอจนกว่าเขากินเสร็จแล้วค่อยออกไปเก็บกวาด… แม่หิวจนตาลาย หน้ามืดไปหมด เลยต้องแอบมาควักข้าวแห้งๆ ก้นหม้อกินประทังชีวิตแบบนี้… ลูกอย่าโกรธเธอเลยนะกานต์ แม่ทนได้ แม่ไม่อยากให้ลูกมีปัญหากับครอบครัวเมีย…”
ทุกถ้อยคำ ทุกหยดน้ำตาของแม่ ราวกับกระชากจิตวิญญาณและความอดทนทั้งหมดของผมให้ขาดสะบั้น
ผมมองดูแม่ของผม ผู้หญิงที่ลำบากมาครึ่งค่อนชีวิตเพื่อส่งให้ผมยืนอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพการงาน แต่ในวันที่ผมคิดว่าผมสร้างวิมานให้แม่ได้แล้ว ผมกลับเป็นคนที่พายายแท้ๆ มาส่งลงนรกด้วยน้ำมือของตัวเอง ความรู้สึกผิดบาป ทับถมเข้ากับความโกรธแค้นจนกลายเป็นเพลิงโทสะที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง
ผมค่อยๆ ประคองแม่ให้ลุกขึ้นยืน นำผ้าเช็ดหน้าของตัวเองมาซับน้ำตาให้แม่เบาๆ สัมผัสที่ผมส่งผ่านไปนั้นหนักแน่นและเยือกเย็นจนน่ากลัว
“แม่ไม่ต้องทนอีกต่อไปแล้วครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท แต่มันคือความนิ่งของผิวน้ำก่อนที่พายุทอร์นาโดจะถล่ม “บ้านหลังนี้สร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อของผม และผมตั้งใจสร้างมันเพื่อให้แม่ได้อยู่อย่างมีความสุข คนที่ไม่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่… ไม่ใช่แม่”
ผมจูงมือแม่เดินออกจากห้องครัวไทย มุ่งหน้าตรงไปยังห้องอาหารใหญ่ แม่พยายามขืนตัวไว้ด้วยความกลัว แต่ผมกระชับมือของแม่แน่น ให้แม่รับรู้ว่าตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจอยู่ จะไม่มีใครหน้าไหนมารังแกแม่ของผมได้อีกแม้แต่ปลายเล็บ
ประตูบานเลื่อนกระจกบานใหญ่ที่กั้นระหว่างครัวกับห้องรับประทานอาหารสุดหรูถูกผมผลักออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังโครมคราม!
บทสนทนาและเสียงหัวเราะภายในห้องเงียบกริบลงในชั่วพริบตา
บนโต๊ะอาหารหินอ่อนขนาดยาวราคาหลักแสน อาหารเลิศรสจัดวางไว้อย่างหรูหรา ทั้งกุ้งล็อบสเตอร์ ปูอลาสก้า เนื้อริบอายเกรดพรีเมียม และไวน์แดงขวดละหลายหมื่น มีผู้คนนั่งล้อมรอบอยู่ราวๆ เจ็ดถึงแปดคน รินลดาในชุดเดรสราตรีสีแดงสดกำลังนั่งหัวเราะเคียงข้างนางกิ่งแก้ว ผู้เป็นแม่ยายที่สวมเครื่องเพชรวิบวับเต็มคอและข้อมือ ส่วนตรงหัวโต๊ะคือนายกิตติ น้องชายวัยยี่สิบต้นๆ ของเธอที่กำลังถือแก้วไวน์ด้วยท่าทางโอหัง
ทุกคนหันขวับมามองผู้มาใหม่เป็นตาเดียว และเมื่อสายตาทุกคู่ปะทะเข้ากับร่างของผม ความเงียบงันอันน่าขนลุกก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง
แก้วไวน์ในมือของรินลดาแทบจะลื่นหลุดจากมือ ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างประณีตถอดสีจนขาวซีดเหมือนกระดาษ ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีแดงสั่นระริก
“กะ…กานต์!” รินลดาอุทานออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา ร่างกายของเธอลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้โดยอัตโนมัติ “คุณ… คุณกลับมาได้ยังไง ทำไมไม่บอกรินก่อนล่ะคะ ไหนบอกว่าจะกลับวันศุกร์…”
ผมไม่ตอบคำถามของเธอ สายตาของผมกวาดมองไปรอบโต๊ะอาหาร อาหารหรูหราที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ตัดสลับกับภาพจำของข้าวสวยแห้งๆ คลุกน้ำปลาที่แม่ผมเพิ่งกลืนลงคอไปเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ความรังเกียจขยะแขยงเอ่อล้นขึ้นมาในอก
นางกิ่งแก้ว แม่ยายผู้เย่อหยิ่ง เมื่อได้สติก็พยายามปั้นยิ้มประจบประแจง รีบส่งเสียงหวานหยดย้อยออกมา “อ้าว! ลูกเขยสุดที่รัก กลับมาเหนื่อยๆ ทำไมไม่โทรมาบอกแม่ล่ะลูก แม่จะได้ให้คนเตรียมห้อง จัดโต๊ะต้อนรับ มาๆ มากินข้าวด้วยกันสิลูก วันนี้วันเกิดตากิตติพอดี อาหารดีๆ ทั้งนั้นเลยนะ”
สายตาของนางกิ่งแก้วเหลือบไปเห็นแม่สมใจที่ยืนอยู่ข้างหลังผม ทันใดนั้น สีหน้าอ่อนหวานของนางก็เปลี่ยนเป็นความชิงชังอย่างเปิดเผย นางขมวดคิ้วแน่น ตวาดแหวออกมาทันควัน
“นี่นังสมใจ! แกกล้าดียังไงโผล่หัวออกมาที่ห้องอาหาร! ฉันสั่งแกแล้วใช่ไหมว่าห้ามสะเออะออกมาเพ่นพ่านตอนที่แขกยังอยู่! ดูซิ ตัวเหม็นสาบ เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง ทำกาลกิณีใส่โต๊ะอาหารหมด รีบไสหัวกลับเข้าไปในครัวเดี๋ยวนี้!”
“หุบปากของเธอซะ!”
เสียงตวาดของผมดังกึกก้องประดุจเสียงอสุนีบาตฟาดลงกลางห้องอาหาร แรงโทสะที่แฝงมากับเสียงทำให้ทุกคนบนโต๊ะสะดุ้งสุดตัว นายกิตติถึงกับทำส้อมหลุดมือตกลงกระทบจานกระเบื้องเสียงดังเพล้ง
ความเงียบงันกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา
ผมก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะอาหาร นำแม่สมใจมายืนอยู่ข้างหน้าผม มือของผมยังคงโอบไหล่ที่สั่นเทาของแม่ไว้แน่น สายตาของผมจับจ้องไปที่นางกิ่งแก้วราวกับจะแผดเผานางให้เป็นจุณ
“คุณเรียกแม่ของผมว่าอะไรนะ?” ผมถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่แฝงไปด้วยความอำมหิต “นังสมใจงั้นเหรอ? เหม็นสาบงั้นเหรอ? กาลกิณีงั้นเหรอ?”
“กานต์… ใจเย็นๆ ก่อนนะคะคุณ” รินลดาพยายามเดินเข้ามาหาผม มือไม้อ่อนระทวย “คุณแม่ท่านคงตกใจน่ะค่ะ ท่านไม่ได้ตั้งใจจะว่าคุณแม่ของคุณแบบนั้น…”
“ถอยออกไป รินลดา!” ผมตวาดใส่หน้าเธออย่างไม่ไว้หน้า จนเธอผงะถอยหลังไปด้วยความตกใจ เพราะตลอดเวลาสองปีที่แต่งงานกันมา ผมไม่เคยแม้แต่จะขึ้นเสียงใส่เธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ริน… คุณรู้ไหมว่าผมเห็นอะไรในครัวเมื่อกี้?” ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของภรรยา ดวงตาที่ผมเคยหลงใหลว่าสวยงาม แต่บัดนี้กลับดูอัปลักษณ์และมืดบอด “ผมเห็นแม่ของผม แม่แท้ๆ ที่คลอดผมออกมา ยืนกินข้าวสวยเย็นชืดคลุกน้ำปลาอยู่ข้างถังขยะ! ในขณะที่พวกคุณ… ครอบครัวของคุณ นั่งเสวยสุข กินอาหารหรูหราขวดละเป็นหมื่นบนโต๊ะอาหารหลังนี้!”
รินลดาตัวสั่นเทิ้ม ละล่ำละลักปฏิเสธ “มะ…ไม่ใช่นะคะกานต์ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด! รินจัดอาหารไว้ให้คุณแม่แล้ว แต่คุณแม่ท่านดื้อ ท่านอยากกินแบบนั้นเองต่างหาก รินดูแลท่านอย่างดีมาตลอดนะคะ คุณอย่าไปฟังคนแก่เลอะเลือนพูดสิคะ!”
“คนแก่เลอะเลือนงั้นเหรอ?!” ผมหัวเราะเยาะออกมาด้วยความสมเพช “แล้วห้องเก็บของใต้บันไดล่ะ? ใครเป็นคนสั่งให้แม่ผมย้ายลงไปนอนในนั้น? รอยฟกช้ำบนแขนของแม่ เสื้อผ้าขาดๆ พวกนี้ เงินเดือนเป็นแสนๆ ที่ผมโอนมาให้แม่ทุกเดือน แต่พวกคุณยึดบัตรเอทีเอ็มไปหมด แล้วโยนเศษเงินให้แม่ผมวันละยี่สิบบาท! นี่เหรอคือสิ่งที่คุณเรียกว่าการดูแลอย่างดี?!”
เมื่อความจริงถูกเปิดโปงจนหมดเปลือก สีหน้าของรินลดาก็เปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกสุดขีด เธอทรุดตัวลงคุกเข่าพยายามจะจับขาผม “กานต์… รินขอโทษ รินผิดไปแล้ว รินแค่อยากประหยัดเงินไว้ให้ครอบครัวเรา รินไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคุณแม่เลยนะคะ…”
“อย่ามาเสแสร้ง!” ผมสะบัดขาออกจากการเกาะกุมของเธออย่างไม่ไยดี
ทันใดนั้น นางกิ่งแก้วที่เห็นลูกสาวถูกกระทำ ก็ลุกขึ้นยืนตบโต๊ะเสียงดังฉาด สันดานที่แท้จริงเผยออกมาอย่างไร้ยางอาย
“นี่นายกานต์! แกจะมากเกินไปแล้วนะ!” นางกิ่งแก้วแผดเสียงแหลม “แกกล้าดียังไงมาขึ้นเสียงใส่ลูกสาวฉันต่อหน้าคนอื่น! แค่คนแก่บ้านนอกคนเดียวมันจะอะไรนักหนา! แม่แกมันไม่มีชาติตระกูล เข้าสังคมไฮโซแบบพวกฉันไม่ได้ อยู่ร่วมโต๊ะกับพวกเราก็มีแต่จะทำให้ขายหน้า ฉันให้มันไปนอนห้องใต้บันได ให้มันทำงานบ้านแลกข้าวแลกน้ำก็บุญหัวมันแค่ไหนแล้ว! แกอย่าลืมนะว่าลูกสาวฉันมีการศึกษา มีหน้ามีตาในสังคม แกแต่งงานกับริน แกต้องให้เกียรติครอบครัวฉัน!”
“ให้เกียรติครอบครัวคุณ?” ผมหันไปสบตานางกิ่งแก้ว แววตาของผมว่างเปล่าไร้ซึ่งความเคารพใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป “แล้วครอบครัวคุณเคยให้เกียรติแม่ผมไหม? คุณอาศัยอยู่ในบ้านของผม กินอาหารที่ซื้อด้วยเงินของผม ผลาญเงินที่ผมต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกลางทะเลหลายเดือนเพื่อหามา แต่คุณกลับเหยียบย่ำผู้หญิงที่ให้กำเนิดผมเหมือนเศษขยะ!”
นายกิตติ น้องชายของรินลดา ที่นั่งเงียบอยู่นาน เริ่มมีน้ำโห เขาผลักเก้าอี้ออกแล้วลุกขึ้นชี้หน้าผม “เฮ้ยพี่กานต์! มึงจะมากไปแล้วนะเว้ย! มาด่าแม่กูด่าพี่สาวกูแบบนี้ได้ไงวะ! บ้านหลังนี้พี่รินเป็นเมียมึง ทรัพย์สินมันก็ต้องเป็นของครอบครัวเราครึ่งหนึ่งเว้ย มึงมีสิทธิ์อะไรมาไล่พวกกู!”
ผมมองไอ้เด็กเหลือขอตรงหน้าด้วยความชิงชัง ไอ้คนที่วันๆ ไม่เคยทำงานทำการ เอาแต่แบมือขอเงินพี่สาวไปเที่ยวเตร่ ขับรถหรูที่ซื้อด้วยเงินของผม
“มึงถามว่ากูมีสิทธิ์อะไรใช่ไหม?” ผมเดินตรงเข้าไปหามัน แผ่รังสีคุกคามของคนที่ผ่านโลกอันโหดร้ายกลางมหาสมุทรมาอย่างโชกโชน นายกิตติถึงกับผงะถอยหลังด้วยความกลัว “บ้านหลังนี้ ที่ดินผืนนี้ รถทุกคันที่จอดอยู่ในโรงรถ เป็นชื่อของกูคนเดียว! และกูซื้อก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกับพี่สาวของมึง! มันคือสินส่วนตัวของกูทั้งหมด!”
ผมหันกลับมามองรินลดาที่ยังคงคุกเข่าร้องไห้อยู่บนพื้น
“รินลดา… ฟังผมให้ชัดๆ” ผมเอ่ยคำตัดสินที่เด็ดขาดที่สุดในชีวิต “การแต่งงานของเรา… จบลงตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป พรุ่งนี้เช้า เก้าโมงตรง เจอกันที่สำนักงานเขต เราจะหย่ากัน!”
รินลดาเบิกตากว้าง กรีดร้องออกมาอย่างเสียสติ “ไม่นะกานต์! ไม่หย่า! รินไม่หย่า! รินรักคุณนะคะกานต์ รินยอมทำทุกอย่างแล้ว รินจะกราบเท้าขอโทษแม่ของคุณก็ได้ แต่อย่าทิ้งรินไปนะ!”
เธอคลานเข้าไปจะกราบเท้าแม่สมใจเพื่อหวังความเมตตา “แม่คะ… แม่ช่วยรินด้วย แม่บอกกานต์สิคะว่าอย่ายกเลิกงานแต่งงาน รินรู้ว่าแม่ใจดี แม่ยกโทษให้รินเถอะนะคะ!”
แม่สมใจมองดูรินลดาด้วยสายตาที่เจ็บปวด น้ำตาของหญิงชราไหลริน แม่ไม่ได้มีความเคียดแค้น แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม่ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว หลบเลี่ยงการกราบของรินลดา
“พอเถอะคุณริน…” แม่สมใจพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น “ที่ผ่านมา… ฉันยอมคุณทุกอย่างเพราะฉันไม่อยากให้ลูกชายของฉันต้องลำบากใจ ฉันยอมกินข้าวคลุกน้ำปลา ยอมนอนในห้องแคบๆ ยอมให้คุณด่าว่าเหมือนไม่ใช่คน แต่สิ่งที่คุณทำ… คุณไม่ได้แค่รังแกฉัน แต่คุณกำลังเหยียบย่ำความรักและความไว้ใจที่กานต์มีให้คุณ ฉันคงให้อภัยคนที่คิดร้ายกับหัวใจของลูกชายฉันไม่ได้หรอก”
คำพูดของแม่สมใจเปรียบเสมือนค้อนขนาดใหญ่ที่ทุบลงกลางหน้าผากของรินลดา เธอทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
“และสำหรับพวกคุณทุกคน…” ผมตวัดสายตามองครอบครัวปรสิตทั้งหมด “ผมให้เวลาพวกคุณสามสิบนาที เก็บข้าวของที่เป็นของพวกคุณออกไปจากบ้านของผมให้หมด ถ้าเกินสามสิบนาทีแล้วยังมีใครเสนอหน้าอยู่ในบ้านหลังนี้แม้แต่คนเดียว… ผมจะแจ้งความข้อหาบุกรุก และผมจะส่งทนายฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา เอาเงินทุกบาททุกสตางค์ที่พวกคุณแอบยักยอกไปกลับคืนมาให้หมด!”
“แกทำแบบนี้ไม่ได้นะ!” นางกิ่งแก้วกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง “ดึกดื่นป่านนี้จะให้พวกฉันไปอยู่ที่ไหน! ริน… แกอย่ายอมมันนะเว้ย!”
“ออกไป!”
ผมตะโกนคำขาดเพียงคำเดียว แต่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจจนทำให้ทุกคนในห้องขนลุกซู่ ไม่มีใครกล้าสบตาผมอีกต่อไป ความกลัวต่ออำนาจกฎหมายและความเด็ดขาดของผมทำให้นายกิตติและญาติคนอื่นๆ รีบวิ่งกุลีกุจอขึ้นไปบนบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้าอย่างลนลาน แม้แต่นางกิ่งแก้วก็ยังต้องยอมจำนน รีบเดินตามขึ้นไปด้วยความหวาดกลัวและอับอาย
รินลดายังคงนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น เธอพยายามเงยหน้าขึ้นมองผมเพื่อหาเศษเสี้ยวของความรักในอดีต แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับคืนมา มีเพียงความเย็นชาและสายตาที่มองเธอราวกับคนแปลกหน้า
“ทำไมคุณถึงทำกับแม่ผมได้ลงคอริน…” ผมพูดทิ้งท้ายด้วยความผิดหวังอย่างถึงที่สุด “ผมไว้ใจคุณ ผมมอบชีวิต มอบครอบครัว มอบเงินทองทั้งหมดไว้ในมือคุณ เพื่อให้คุณดูแลคนที่ผมรักที่สุด แต่คุณกลับตอบแทนความไว้ใจของผมด้วยความอำมหิตเลือดเย็น… ออกไปจากชีวิตของผมกับแม่ซะ อย่าได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก”
คืนนั้น จบลงด้วยความโกลาหล ครอบครัวของรินลดาขนข้าวของใส่กระเป๋าอย่างทุลักทุเลและเดินคอตกออกจากบ้านหรูไปในความมืดมิด ท่ามกลางสายตาของรปภ.และเพื่อนบ้านที่เริ่มออกมาดูด้วยความสงสัย รินลดาเดินจากไปพร้อมกับคราบน้ำตาและความสูญเสียอันประเมินค่าไม่ได้ เธอสูญเสียสามีที่แสนดี สูญเสียชีวิตที่สุขสบาย และสูญเสียอนาคตที่สดใส เพียงเพราะความโลภและความใจแคบของตัวเอง
หลังจากความวุ่นวายผ่านพ้นไป ความเงียบสงบก็กลับคืนสู่บ้านหลังใหญ่อีกครั้ง
ผมเดินไปจับมือแม่สมใจ พาแม่เดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน ตรงไปยังห้องนอนมาสเตอร์เบดรูมที่ใหญ่และหรูหราที่สุด ห้องที่มีเตียงนอนนุ่มสบาย มีระเบียงกว้างมองเห็นสวนสวย และมีห้องน้ำในตัวที่สะดวกสบาย
“กานต์… นี่มันห้องของลูกกับคุณรินไม่ใช่เหรอ” แม่ถามอย่างเกรงใจ แววตายังคงมีความไม่มั่นใจหลงเหลืออยู่
“ไม่ใช่ครับแม่” ผมยิ้มให้แม่ทั้งน้ำตา “นี่คือห้องของแม่ครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้องนี้คือห้องของแม่ และบ้านหลังนี้คือบ้านของแม่ ไม่มีใครมีสิทธิ์มาสั่งให้แม่ไปนอนห้องเก็บของอีกแล้ว”
ผมประคองแม่ให้นั่งลงบนเตียงหนานุ่ม แม่ลูบไล้ผ้าปูที่นอนเนื้อดีด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะโผเข้ากอดผมแน่นและร้องไห้ออกมา คราวนี้ไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ทรมาน แต่เป็นน้ำตาแห่งความโล่งอกและความอบอุ่นหัวใจ
คืนนั้น ผมไม่ได้นอน ผมเดินลงไปในครัว เทอาหารหรูหราบนโต๊ะที่เย็นชืดทิ้งทั้งหมด แล้วเปิดตู้เย็นลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง ข้าวต้มปลาร้อนๆ หอมกรุ่นถูกยกขึ้นไปเสิร์ฟให้แม่ถึงเตียงนอน ผมนั่งมองแม่กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยด้วยรอยยิ้ม และสัญญาในใจว่าจะไม่ยอมให้แม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดใดๆ อีก
วันรุ่งขึ้น การหย่าร้างดำเนินไปอย่างรวดเร็วที่สำนักงานเขต รินลดามาในสภาพที่ทรุดโทรม ขอบตาบวมเป่ง เธอพยายามขอร้องและอ้อนวอนผมเป็นครั้งสุดท้าย แต่ผมเซ็นเอกสารด้วยมือที่มั่นคงและเดินหันหลังกลับมาโดยไม่เหลียวหลังไปมองเธออีกแม้แต่วินาทีเดียว หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ผมได้รับรู้ข่าวว่าครอบครัวของเธอต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนัก หนี้สินที่เคยก่อไว้รุมเร้าจนต้องขายบ้านหลังเก่าไปใช้หนี้ นายกิตติน้องชายของเธอต้องออกไปหางานรับจ้างรายวันทำ ส่วนรินลดาก็ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างซังกะตายด้วยความรู้สึกผิดที่คอยตามหลอกหลอนไปตลอดชีวิต
ส่วนผม… ผมตัดสินใจยื่นเรื่องขอย้ายตำแหน่งจากการเป็นกัปตันเรือเดินสมุทรระยะไกลที่ต้องจากบ้านครั้งละหลายเดือน มาเป็นผู้ควบคุมท่าเรือและที่ปรึกษาด้านการเดินเรือประจำชายฝั่ง แม้รายได้จะลดลงไปบ้าง แต่มันทำให้ผมสามารถกลับมานอนที่บ้านได้ทุกวัน
ผมจ้างพยาบาลพิเศษและแม่บ้านคอยดูแลแม่สมใจอย่างใกล้ชิด พาแม่ไปตรวจสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจจนแม่กลับมามีน้ำมีนวล สุขภาพแข็งแรง และมีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง
ในยามเย็นของทุกวัน ภาพที่ผมเห็นเมื่อกลับมาถึงบ้าน ไม่ใช่ภาพของหญิงชราที่ยืนกินข้าวคลุกน้ำปลาอยู่ข้างถังขยะอีกต่อไป
แต่เป็นภาพของแม่สมใจในชุดผ้าไหมสีสันสดใส กำลังนั่งหัวเราะอย่างมีความสุขอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้หน้าบ้าน รอคอยการกลับมาของลูกชาย… ในฐานะ ‘ราชินี’ ที่แท้จริงของบ้านหลังนี้ ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต