บนความสูงกว่า 30,000 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล ฉันต้องทำหน้าที่ต้อนรับผู้โดยสารที่เป็น “สามีตัวเอง” ซึ่งกำลังควงคู่มากับ “เมียน้อย”… ฉันไม่สร้างเรื่องอื้อฉาว ไม่เปิดศึกตบตีกลางลำ แต่ฉันสร้างหลักฐานชิ้นเด็ดที่จะเผาทำลายอนาคตของพวกเขาทั้งสองคนไปตลอดชีวิต
ฉันชื่อ รินดา ในวัยเพียง 24 ปี หลายคนมักจะบอกว่าฉันยังเด็กเกินไปสำหรับภาระหนักอึ้งที่ต้องแบกรับไว้บนบ่า ในฐานะลูกเรือชั้นธุรกิจ (Business Class) ของสายการบินระหว่างประเทศระดับพรีเมียม ฉันฝึกฝนตัวเองให้ยิ้มได้เสมอแม้จะเหนื่อยล้า และพร้อมบริการด้วยความนอบน้อมแม้นอนไม่พอก็ตาม แต่การเสียสละที่หนักหนาสาหัสที่สุดไม่ใช่เรื่องงาน หากแต่เป็นเรื่องของ ภพ สามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉัน
เราแต่งงานกันมาได้สามปี ด้วยความที่รักและเชื่อใจเขาหมดหัวใจ ฉันหลงเชื่อคำพูดหวานล้อมเมื่อเขาบอกว่าต้องการเงินทุนก้อนใหญ่เพื่อเปิดบริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี ซึ่งเขาอ้างว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตคู่ของเราให้มั่นคงและร่ำรวย ด้วยความที่ฉันมีประวัติเครดิตทางการเงินกับธนาคารที่ขาวสะอาด ฉันจึงตัดสินใจยื่นกู้เงินก้อนโตถึง 3,500,000 บาท ออกมาให้เขาทั้งหมด ผลที่ตามมาคืออะไรน่ะหรือ? คือการที่ฉันต้องหักเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงจากการบินในแต่ละเดือนแทบทั้งหมดเพื่อชำระหนี้ก้อนนี้ ขณะที่เขากลับอ้างว่ากำลังวุ่นอยู่กับการ “ปั้นบริษัทและหาคอนเนกชัน”
เช้าวันหนึ่ง ฉันมีตารางบินจากสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าสู่หมู่เกาะมัลดีฟส์ ไฟลต์ระดับหรูหราที่เต็มไปด้วยบรรดามหาเศรษฐี คู่รักไฮโซ และผู้คนที่เดินทางไปฮันนีมูน
ขณะที่ฉันยืนประจำตำแหน่งอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องโดยสารชั้นธุรกิจ ส่งรอยยิ้มหวานและกล่าวคำทักทายต้อนรับผู้โดยสารตามมาตรฐานการบริการ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ก้าวเท้าเดินเข้ามา
วินาทีนั้น จังหวะหัวใจของฉันหยุดเต้นลงทันที โลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า
ผู้ชายที่ก้าวเข้ามาคือ ภพ เขาสวมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมตัวหรูราคาแพงระยับ และบนข้อมือของเขาสวมนาฬิกาทองคำเรือนหรูที่ฉันเป็นคนซื้อให้เป็นของขวัญวันครบรอบ แต่เขาไม่ได้มาคนเดียว แขนของเขาถูกคล้องไว้ด้วยหญิงสาวหน้าตาสะสวย วัยประมาณ 26 ปี เธอประดับประดาด้วยเครื่องประดับเพชรแวววาวและถือกระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิน ราคานับล้าน ทั้งสองคนกระซิบกระซาบและหยอกล้อกันอย่างหวานชื่นขณะเดินเข้ามา
เมื่อภพเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหาหมายเลขที่นั่ง สายตาของเราสองคนก็ประสานกันอย่างจัง
หากความตระหนกตกใจสามารถฆ่าคนได้ ภพคงทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นตรงนั้นแล้ว ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับกระดาษ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวาเหมือนเพิ่งเห็นผีร้ายโผล่ขึ้นมาต่อหน้า เขาพยายามกระตุกแขนของตัวเองออกจากการเกาะกุมของหญิงสาวคนนั้นโดยสัญชาตญาณ
“ที่รักคะ เป็นอะไรไป ที่นั่งของเราอยู่ตรงนี้ค่ะ 4A กับ 4B” หญิงสาวคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวาน ซึ่งฉันจำชื่อของเธอได้ทันทีจากใบรายชื่อผู้โดยสาร เธอชื่อ มินตรา เธอไม่รู้เลยสักนิดว่าฉันเป็นใคร และไม่มีทางระแวงเลยว่า แอร์โฮสเตสที่ยืนยิ้มต้อนรับอยู่ตรงหน้า แท้จริงแล้วคือภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอเรียกว่า “ที่รัก”
ในเสี้ยววินาทีนั้น สัญชาตญาณดิบร่ำร้องให้ฉันกรีดร้องออกมา ฉันอยากจะคว้ากาแฟร้อนๆ สาดใส่หน้าพวกเขาทั้งสองคน อยากจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าหน้าไม่อายของภพ และประจานความระยำของพวกเขาต่อหน้าผู้โดยสารทั้งลำ! ฉันต้องยอมเหน็ดเหนื่อยบินข้ามวันข้ามคืนจนแทบไม่ได้นอนเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ แต่เขากลับเอาเงินหยาดเหงื่อของฉันพาเมียน้อยมาเสวยสุขที่มัลดีฟส์!
แต่แล้ว ฉันก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ… ในวัย 24 ปี บทเรียนชีวิตสอนให้ฉันรู้ว่า การอาละวาดหรือสร้างเรื่องอื้อฉาวบนเครื่องบินจะให้ความสะใจเพียงแค่ชั่วครู่ แต่มันจะทำลายหน้าที่การงานของฉันจนหมดสิ้น และเปิดช่องให้คนชั่วรอดพ้นจากเงื้อมมือกฎหมายไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากฉันก่อความวุ่นวาย ฉันเองที่จะเป็นฝ่ายถูกสั่งระงับการบินและหมดอนาคต
ดังนั้น แทนที่จะหลั่งน้ำตาหรือกรีดร้อง ฉันกลับคลี่รอยยิ้มออกมา… มันเป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็น สมบูรณ์แบบตามหน้าที่ และชวนให้คนมองรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง
“สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่เที่ยวบินของเรานะคะ ขอให้ทั้งสองท่านมีความสุขกับทริปนี้นะคะ…” ฉันเอ่ยต้อนรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แววตากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของสามีตัวเอง
นี่ไม่ใช่เวลาของการร่ำไห้ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของแผนการเชือดนิ่มๆ ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมงบนน่านฟ้านี้ ทุกภาพถ่าย ทุกหลักฐานการใช้จ่าย และทุกความทรงจำ จะถูกฉันรวบรวมอย่างแนบเนียน เพื่อลากพวกเขาทั้งสองคนลงสู่นรกแห่งการชดใช้เมื่อล้อเครื่องบินแตะพื้นดิน!